คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangยโสธร · เปลี่ยน

รายงานพิเศษ – ยื้อเกมซักฟอกถึงธ.ค.‘ใครได้-ใครเสีย’

ที่มา: ข่าวสด

หมายเหตุ : นักวิชาการประเมินการยื้อเกมเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี รวม 18 คน ไปจนถึงต้นเดือนธ.ค. ทั้งที่พรรคร่วมฝ่ายค้านเรียกร้องให้เปิดเวทีอภิปรายภายในเดือนพ.ย. สุดท้ายแล้วเกมนี้ใครได้เปรียบ-เสียเปรียบ และเรื่องใดที่จะทำให้รัฐบาลสั่นคลอนได้

ยุทธพร อิสรชัย

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

ข้อมูลหรือประเด็นของฝ่ายค้านที่หยิบมาอภิปราย ผมมองว่าคงไม่มีอะไรใหม่ เพราะฝ่ายค้านมักไลฟ์สดเป็นประจำ หรือจัดเสวนาต่างๆ จึงเดาได้เลยว่าในประเด็นเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองจะมีอะไรบ้าง

สำหรับประเด็นการเมืองในเรื่องเกรดเอเลย คือเรื่องฮั้ว สว. การทุจริตโกงสอบท้องถิ่น โครงการ TH-AI Passport และอาจมีการแตะเรื่องเขากระโดงบ้าง ส่วนเรื่องเยียวยาน้ำท่วม บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การแก้ปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้ก็อาจมีบ้าง แต่ประเด็นหลักๆ น่าจะอยู่ที่เรื่องของการเมือง

โจทย์สำคัญวันนี้ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ต้องยอมรับว่าคนฟังอภิปรายน้อยลงในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากประชาชนมีช่องทางรับรู้ข่าวสารข้อมูลที่มากขึ้นทางโซเชี่ยลมีเดีย เหมือนที่ผมมักพูดเสมอว่า “การเมืองนอกสภาก้าวหน้า การเมืองในสภาล้าหลัง” คนไม่เชื่อมั่นว่าระบบรัฐสภาจะแก้ปัญหาได้จริง สุดท้ายกลายเป็นว่าเสียงข้างมากลากไปหรือเปล่า

ดังนั้น ตรงนี้คือโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลและฝ่ายค้านจะต้องทำให้การอภิปรายครั้งนี้ เป็นการอภิปรายที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่เรื่องของการสาดโคลน ไม่มีหลักฐานหรือการประท้วงโดยองครักษ์พิทักษ์รัฐบาล ซึ่งหลายคนก็เบื่อหน่าย ส่วนฝ่ายค้านก็เช่นกัน ต้องมีข้อมูลที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่หยิบจับขึ้นมาลอยๆ

ทั้งฝ่ายด้านและรัฐบาล ต้องช่วยกันทำให้ความเชื่อมั่นต่อระบบรัฐสภากลับมาอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านยังไม่มีเอกภาพ เห็นได้จากปรากฏการณ์พรรคฝ่ายคอยอย่างพรรคกล้าธรรมมาแล้ว ขณะเดียวกันโจทย์ใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ต้องการฟื้นฐานเสียงของเขามากกว่าที่จะพุ่งเป้าเป็นรัฐบาล เพราะเขาไม่สามารถเสนอแคนดิเดตนายกฯ ได้อยู่แล้ว เพราะมี สส.เพียง 21 คน

จะเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์จะหยิบจับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ กทม. พุ่งเป้าที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. หวังดึงเสียง กทม.กลับมาจากพรรคส้ม เช่นเดียวกันในการเมืองระดับชาติ การสำรวจความนิยมบางสัปดาห์ น่าตกใจว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังมีความนิยมมากกว่านายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ทั้งที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านด้วยซ้ำไป

สะท้อนว่า พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคเล็กกว่า แต่กลับมีพื้นที่มากกว่าพรรคประชาชน

วันนี้เมื่อพรรคประชาชนอยู่ในช่วงขาลง เสียงของพรรคประชาธิปัตย์จะกลับเพิ่มขึ้น ผมไม่คิดว่าทั้งสองพรรคจะรวมพลัง ประสานพลัง แต่จะกลายเป็นการแย่งซีนกันมากกว่า โดยพรรคเล็กจะแย่งซีนพรรคใหญ่ได้

ส่วนที่มีการเผยแพร่สลิปปลอมค่าน้ำชาของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย นั้น กลายเป็นเรื่องที่ฝ่ายค้านไปสะดุดขาตัวเอง ทำให้เสียเครดิต ลดทอนความน่าเชื่อถือในการซักฟอกของฝ่ายค้านลงไป ทั้งที่จริงๆ แล้วรัฐบาลกำลังเจอมรสุมหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าปัญหาน้ำท่วม เรื่องสามีของ สส.ไอเดียร์ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย

ส่วนที่รัฐบาลเลือกให้เปิดอภิปรายในช่วงเดือนธ.ค. ใครจะได้เปรียบเสียเปรียบนั้น มองว่าการเลือกช่วงเวลาที่ดีที่สุดและบุคคลที่สำคัญที่สุด ไม่ได้หมายความว่าผลลัพธ์จะออกมาดีที่สุด เพราะท้ายสุดรัฐบาลก็คงผ่านไปได้ ผมทำนายได้เลยว่าจะผ่านแบบอัลตร้า สมูธ คะแนนจะไม่ขาด มีแต่จะเกิน โดยเกินจากพรรคฝ่ายคอยอย่างพรรคกล้าธรรม

โอฬาร ถิ่นบางเตียว

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์

มหาวิทยาลัยบูรพา

การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้นในครั้งนี้ เรื่องที่สั่นคลอนรัฐบาลก็มี แต่เวลาการวางยุทธศาสตร์ทำให้ไม่สามารถหาวันเวลาอภิปรายได้ เรื่องนี้จึงกลายเป็นเหมือนกับมุมกลับมาที่ฝ่ายค้านเองว่ามีเจตจำนงจริงหรือไม่ที่จะทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

ผมอาจมองโลกในแง่ร้าย เอาง่ายๆ ระบบสีน้ำเงิน ทุกคนก็เห็นปัญหา ฝ่ายค้านไม่จำเป็นต้องอภิปรายทั้ง 18 คน เอาหลักๆ ที่เป็นคนสำคัญของโครงสร้างอย่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ นายไชยชนก ชิดชอบ นายทรงศักดิ์ ทองศรี และนางสุขสมรวย วันทนียกุล

ถ้า 5 คนนี้ ผมคิดว่าสามารถทำให้กระทบประเด็นหลักๆ ได้ทั้งหมด ทั้งเรื่องฮั้ว สว. โกงข้อสอบ บริหารจัดการผิดพลาดล้มเหลว การกักตุนน้ำมัน ผมคิดว่ามันเพียงพอ แต่พอฝ่ายค้านมาเปิดใหญ่เล่นใหญ่ แต่ปรากฏว่าหาวันเวลาที่จะอภิปรายไม่ได้ อย่างนี้ทำให้กระทบกับฝ่ายค้านเองว่าเล่นการเมืองแบบไหน

อย่าลืมว่า พรรคส้มเองไม่ใช่หรือที่เป็นคนมอบฉันทานุมัติพรรคประชาชนให้กับพรรคภูมิใจไทย และหลังจากนั้นมาพรรคส้มก็เล่นเกมแบบแปลกๆ

ผมคิดว่า คือการประวิงเวลาออกไป เพื่อให้อำนาจของพรรคภูมิใจไทยยังคงอยู่ ทำให้พรรคแดงก็ไม่มีอำนาจการต่อรองในเวลานี้ และทำให้พรรคเขียวก็รอเก้อต่อไป ไปๆ มาๆ พรรคประชาชนกำลังทำหน้าที่พรรคฝ่ายค้ำรัฐบาล

รัฐบาลบอกว่าจะให้อภิปรายได้ตอนต้นเดือนธ.ค. ขอถามว่าเดือนธ.ค. วันที่ 6,7, 8, 9 เป็นวันหยุดหมด สุดท้ายผมจึงคิดว่าอย่างนี้น่าจะเล่นเกมเพื่อทำให้รัฐบาลไม่ถูกต่อรองจากพรรคแดง และการต่อรองของพรรคแดง เรื่องสำคัญคือเรื่องของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไร้ความหมายเลยถ้าไม่มีการอภิปราย หรือทำให้พรรคเขียวรอคิวต่อไป เลยทำให้ตอนนี้ผมสรุปว่าการเมืองไทยในเวลานี้คือ ระบอบบันเทิงธิปไตยจริงๆ

มีทั้งรัฐบาล มีพรรคฝ่ายค้าน มีพรรคคอย และมีพรรคฝ่ายขำ เช่น พรรคเพื่อไทยที่เป็นคนเริ่มเรื่องฮั้ว สว. เรื่องที่ดินเขากระโดง อยู่ดีๆ บอกว่าไม่เอาแล้ว ก็ขำ เพราะเป็นการเมืองที่ตลกที่สุดในประวัติศาสตร์ ต้องระวังว่ามันจะนำไปสู่สภาวะบรรลัยธิปไตยกันทั้งหมด เพราะฝ่ายค้านไม่ทำหน้าที่ฝ่ายค้านไปทำหน้าที่ฝ่ายคอย อีกฝั่งหนึ่งพร้อมที่จะมีโอกาสกดดันรัฐบาลได้ก็เอาไปต่อรอง เช่น ถ้าไม่พอใจรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยอภิปรายวันเดียวก็พอแล้วพรรคเพื่อไทยและพรรคกล้าธรรมถอนตัวรัฐบาลก็ไปต่อไม่ได้

สรุปแล้วการอภิปรายครั้งนี้จะได้ประโยชน์อะไรหรือไม่ ผมคิดว่าเป็นมวยล้มต้มคนดู คือต้มเรานี่แหละ เป็นบันเทิงธิปไตย

เมื่อดูสัญญาณพรรคประชาธิปัตย์ พอเขารู้ว่าเป็นมวยล้มแล้วเขาถอยเลย เพราะเขารู้แล้วว่า ส้มเล่นเกม ขนาดเขาเปิดตัวแรงเรื่องโง่ ห่วย เลว เขาสามารถโหนกระแส นายศิริโชค โสภา ได้ในฐานะวอลปเปอร์ แต่เขารู้แล้วว่าพรรคส้มเล่นเกม เขาก็ถอยไม่ไปงับเลย

การทำงานของภาคประชาธิปัตย์เขาก็ทำได้ดีแล้ว การเปิดข้อมูลหลายอย่างก็ทำได้ดี แต่เขารู้ว่าเขาไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของเกมส้มค้ำน้ำเงิน เลยถอยออกมา และเป็นคะแนนเต็มๆ ของพรรคประชาธิปัตย์

พัฒนะ เรือนใจดี

อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์

มหาวิทยาลัยรามคำแหง

น้ำหนักของการอภิปรายที่จะเขย่ารัฐบาลได้ มี 2 ส่วน เรื่องการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง รวมถึงกรณีฮั้ว สว. ที่ดินเขากระโดงและการโกงสอบท้องถิ่น และเรื่องปัญหาปากท้อง การกู้เงิน 4 แสนล้านกรณีราคาพลังงาน ซึ่งทั้ง 2 ส่วนนี้ที่จะต้องไปด้วยกัน

สิ่งสำคัญที่ทำให้การอภิปรายมีน้ำหนักคือ เนื้อหา และหลักฐานที่ฝ่ายค้านจะนำมาแสดงให้เห็นชัดเจน เช่น การทุจริตมีสัญญาณบ่งบอกอย่างไร เหมือนที่นายกฯ พูดว่าไม่ต้องอภิปรายมาก แค่ 10 นาที 20 นาที ก็รู้เรื่อง ไม่ต้องใช้เวลาถึง 5 วัน ประเด็นจึงไม่ใช่อยู่ที่เวลาในการอภิปราย แต่อยู่ที่เนื้อหาและหลักฐาน

แต่ถ้าเป็นกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ ต้องชี้ถึงความสามารถในการบริหารงานในช่วง 5-6 เดือนนี้เป็นอย่างไร โดยเฉพาะเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ซึ่ง 2 แสนล้านแรก นำไปแจกหมดแล้ว ส่วน 2 แสนล้านหลังที่ระบุจะนำไปใช้เรื่องพลังงาน ได้ใช้จริงหรือไม่ หรือนำไปใส่อยู่ในกองทุนน้ำมัน ถ้าไปอยู่ตรงนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการแก้ปัญหาโครงสร้างในระยะยาว รวมถึงการเอาพลังงานชีวภาพพลังงานทางเลือก หรือแนวคิดพลังงานนิวเคลียร์นำมาใช้

จุดต่างๆ เหล่านี้ ถ้าฝ่ายค้านชี้ให้เห็นได้ว่ารัฐมนตรีไม่มีความสามารถ หรือมีข้อบกพร่อง ไม่สามารถให้บริหารงานต่อไปได้โดยยังไม่ต้องลงลึกไปถึงการทุจริต แต่แสดงให้เห็นถึงความไม่รอบรู้ในการแก้ปัญหาได้ ก็ถือว่ามีน้ำหนัก ไม่แพ้กับเรื่องการทุจริตเช่นกัน

การอภิปรายต้องแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ รัฐมนตรีกลุ่มที่ส่อทุจริตต้องอาศัยเอกสารข้อมูลเข้ามาชี้แจง และอธิบายประชาชนให้ได้ว่ามีการทุจริต กับกลุ่มรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับปากท้อง ค่าครองชีพและเศรษฐกิจ โดยฝ่ายค้านจะต้องมีผลลัพธ์ให้เห็น เช่น ราคาน้ำมัน ควรลดภาษีสรรพสามิตหรือไม่

หรือการส่งออกและการท่องเที่ยว จะต้องทำแบบไหน ถ้าฝ่ายค้านนำเสนอตรงนี้ให้เห็นว่า ช่วง 4-6 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลทำสิ่งเหล่านี้จนมีความเสียหายเกิดขึ้นอย่างไร เปรียบเทียบให้เห็นภาพตรงนี้ชัดเจนข้อกล่าวหาจะมีน้ำหนักและฟังขึ้น

ส่วนการดึงเวลาอภิปรายไปช่วงต้นเดือนธ.ค.นี้ มองว่าไม่ใช่ประเด็น จะทำให้ฝ่ายใดเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะถึงอย่างไรก็ต้องอภิปรายก่อนวันที่ 22 ธ.ค. ซึ่งจะปิดสมัยประชุมสภา และสามารถอภิปรายได้ครั้งเดียว

นับจากนี้ยังเหลือเวลา 1 เดือนถือว่าไม่นาน สิ่งสำคัญคือฝ่ายค้านต้องมีของตามที่ผมพูดไปนั้นสำคัญกว่า

ส่วนที่ สส.พรรคประชาชนไปแชร์โพสต์ข่าวปลอม จนอาจส่งผลต่อน้ำหนักความน่าเชื่อถือในข้อมูลของฝ่ายค้านนั้น ผมคิดว่าไม่มีผลเหมารวมฝ่ายค้านทั้งหมด เพราะจากที่ สส.ไปแชร์ข้อมูลถือเป็นการกระทำเฉพาะตัว เป็นเรื่องของบุคคล คงไม่ได้กระทบกับฝ่ายค้านทั้งหมด เพราะฝ่ายค้านก็มีหลายคนหลายพรรค

ขอย้ำว่าต้องไปให้ความสำคัญกับเนื้อหา หลักฐาน และดูการแก้ต่างของรัฐบาลมากกว่า

ความคิดเห็น