พด.เผยผลตรวจดินลุ่มน้ำกก/สาย/รวก พบ 20%มีสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐาน 50% ต้องเฝ้าระวัง-มีเพียง 30 % ที่ยังเขียว-แนะปรับเปลี่ยนพืช-นักวิชาการจี้เปิดผลข้อมูล-เร่งจัดโซนนิ่งแจ้งให้เกษตรกรรู้ตัว/รับมือ
เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม นายปริญญานนท์ ทองคำ ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดิน(สพด.)เชียงราย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การตรวจสอบการปนเปื้อนในพื้นที่เกษตรกรรมลุ่มน้ำแม่กก แม่น้ำสาย ชักแม่น้ำทั้งห้า หลังการลงพื้นที่เก็บตัวอย่างดินและน้ำรวมกว่า 200 ตัวอย่าง โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานชลประทานเชียงราย ซึ่งกำหนดจุดเก็บตัวอย่างดินในระดับความลึก 15- 20 เซนติเมตร ที่เป็นช่วงระดับที่รากพืชดูดซึมสารอาหาร พร้อมทั้งกระจายรัศมีห่างจากริมแม่น้ำตั้งแต่ 100 เมตร- 2 กิโลเมตร เพื่อประเมินการแพร่กระจายของสารปนเปื้อนในระบบนิเวศเกษตร
ซึ่งจากการวิเคราะห์ภายใต้เกณฑ์มาตรฐานของกรมพัฒนาที่ดิน(พด.) ได้แบ่งระดับความเสี่ยงออกเป็นสีเขียวคือน้อยกว่า 14 มก./กก. ดินนั้นอยู่ในเกณฑ์ปกติ, สีเหลือง 14- 25 มก./กก. ต้องเฝ้าระวัง และสีแดงมากกว่า 25 มก./กก. เกินค่ามาตรฐาน ซึ่งจากการตรวจสอบพบสัดส่วนโดยประมาณคือพื้นที่ สีแดงร้อยละ 20 สีเหลืองร้อยละ 50 และสีเขียวร้อยละ 30 โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบสารหนูเป็นหลัก
ผอ.สพด.เชียงราย กล่าวว่า แนวทางการรับมือและแก้ไขปัญหาในระยะต่อไปคือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้วางแผนเข้าเก็บตัวอย่างซ้ำในพื้นที่สีแดงและสีเหลืองอย่างสม่ำเสมอ โดยพื้นที่สีแดงกำหนดให้ตรวจซ้ำทุก 2 ถึง 3 เดือน ส่วนสีเหลืองกำหนดไว้ทุก 6 เดือน พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตรเพื่อลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับเกษตรกร ในการหลีกเลี่ยงการปลูกพืชบริโภค เช่น พืชกินผลหรือกินใบในพื้นที่เสี่ยง และปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ไม่สะสมสารพิษ เช่น พืชพลังงาน
นายปริญญานนท์ กล่าวว่า ปัญหาการปนเปื้อนสารหนูในดินและลุ่มน้ำ ควรต้องมีการปรับเปลี่ยนพืชปลูกของเกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงระดับสีเหลืองและสีแดง แต่มีอุปสรรคจากวิถีชีวิตดั้งเดิมที่คุ้นชินกับการทำนาและปลูกพืชอาหาร เช่นข้าวโพดใกล้แหล่งน้ำมาอย่างยาวนาน ประกอบกับข้อจำกัดด้านงบประมาณของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และระบบชลประทานที่ยังไม่มีเกณฑ์หรือมาตรการปิดรับน้ำขุ่นจัดที่ชัดเจน แต่สำนักงานส่งเสริมการเกษตรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้หารือร่วมกับเกษตรกรเพื่อหาทางออกในการบรรเทาผลกระทบ โดยมีการแนะนำให้หลีกเลี่ยงการปลูกพืชบริโภคที่เสี่ยงต่อการดูดซึมสารพิษ และเปลี่ยนไปส่งเสริมการปลูกพืชทดแทนประเภทอื่น เช่น พืชพลังงาน แทนการปลูกพืชอาหาร แม้การขับเคลื่อนและการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของชาวบ้านในทางปฏิบัติจะยังต้องอาศัยเวลาและการสนับสนุนงบประมาณอย่างจริงจังก็ตาม
ด้าน ผศ.เสถียร ฉันทะ อาจารณคณะวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย กล่าวว่ากรณีที่ พด.ตรวจพบดินแปลงเกษตรในลุ่มน้ำปนเปื้อนมีสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานว่า หน่วยงานราชการควรต้องรีบจัดทำโซนนิ่ง เพื่อให้ประชาชนทราบว่าพื้นที่ใดเป็นสีแดง/สีเหลือง/สีเขียว โดยพื้นที่สีเขียวยังสามารรถปลูกพืชได้เป็นปกติ ส่วนพื้นที่สีเหลืองต้องเฝ้าระวังและควรอธิบายว่าปลูกพืชชนิดใดได้บ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ต้องเป็นพิชที่ไม่ใช่พืชอาหาร แต่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ส่วนพื้นที่สีแดงนั้น ไม่สามารถปลูกพืชอาหารได้อย่างแน่นอน ที่สำคัญคือต้องมีระบบจัดการบำบัดเพราะไม่เช่นนั้นสารโลหะหนักก็จะสะสมตัวไปเรื่อยๆ ดังนั้นจะต้องฟื้นฟูดินอย่างไร ใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีต่างๆอย่างไร เพื่อให้พื้นที่กลับมาเป็นสีเหลืองและสีเขียว
ผู้สื่อข่าวถามว่า การห้ามเกษตรกรปลูกพืชที่ตัวเองถนัดในโซนสีแดงหรือสีเหลืองควรมีการจ่ายค่าชดเชยให้หรือไม่ ผศ.เสถียรกล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาหลักเกณฑ์ เช่นเดียวกับการประกาศภัยพิบัติของฝุ่น PM 2.5 เพราะที่ผ่านมาได้มีการเรียกร้องให้ประกาศกรณีน้ำปนเปื้อนสารโลหะหนัก แต่รัฐก็ยังไม่ได้ดำเนินการ เช่นเดียวกับกรณีดินปนเปื้อนซึ่งหน่วยงานรัฐควรเร่งดำเนินการ
“ที่ผ่านมากรมพัฒนาที่ดิน(พด.)ไม่เคยเผยแพร่ข้อมูลผลการตรวจดินให้ประชาชนทราบเลย ดังนั้นควรต้องรีบประกาศเพื่อทำเป็นแผนในการรับมือหรือทำโซนนิ่งอย่างไร ชาวบ้านหรือเกษตรกรเขาจะได้รู้ว่า เขาอยู่โซนไหน และแต่ละโซนจะต้องจัดการอย่างไร พด.ก็ต้องรีบทำความเข้าใจกับชาวบ้านเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน”ผศ.เสถียร กล่าว
ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงรายกล่าวด้วยว่า สถานการณ์การปนเปื้อนในระบบชลประทานแม่สายอันตรายมาก เพราะสารโลหะได้เข้าไปสู่ระบบห่วงโซ่อาหารเพราะปริมาณสารหนูและตะกั่วเกินค่ามาตรฐานมาก และพืชที่ปลูกก็ต้องดูซับสารเข้าไป
ผศ.เสถียรกล่าวว่า กรณีที่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.)กำลังร่วมมือกับบริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCG นำตะกอนดินหรือดินที่ปนเปื้อนไปผสมซีเมนต์ทำเป็นผลิตภัณฑ์นั้น เป็นทางออกหนึ่งในการกำจัดสารโลหะหนัก แต่ต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบว่าผลิตภัณฑ์นั้นต้องไม่เกี่ยวกับที่อยู่อาศัยหรือส่งผบกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยผู้ผลิตต้องระบุให้ชัดว่านำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด
ขณะที่ดร.สืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการจากสำนักวิชานวตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวความร่วมมือระหว่าง คพ.กับ SCG ในการนำตะกอนดินหรือดินปนเปื้อนไปทำผลิตภัณฑ์ ว่า โครงการนี้ควรมีการมีส่วนร่วมและความโปร่งใส เพื่อเป็นไปตามที่ภาคประชาสังคมและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ โดยทำงานร่วมหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อแก้ปัญหาน้ำ ดิน และตะกอนปนเปื้อนอย่างครอบคลุม เพราะดินตะกอนปนเปื้อนบางส่วนได้อยู่ในพื้นที่เกษตรแล้ว พร้อมทั้งมีระบบตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่องทุกช่วงเวลา เพื่อป้องกันผลกระทบจากสารโลหะหนักและสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค และให้ความสำคัญกับการศึกษาแนวทางจัดการตะกอนดินและทราย เช่น จุดขุดลอกและบ่อดักตะกอนที่อำเภอแม่สาย ตะกอนจากกระบวนการผลิตของ กปภ. เพื่อนำไปแปรรูปเป็นวัสดุก่อสร้างที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเกิดประโยชน์ต่อชุมชน