ดนตรีไทยเดิมทุกวันนี้ผู้เกี่ยวข้องมีแนวคิดกว้างขวางมากกว่าแต่ก่อน จึงลด “อคติ” ต่อวัฒนธรรมป๊อป ซึ่งน่าเชื่อว่าพัฒนาการอย่างนี้เป็นผลจากความเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมืองก่อนและหลัง 14 ตุลาคม 2516 ทำให้นักดนตรีไทยเดิมบางคน และผู้นิยมดนตรีไทยเดิมบางกลุ่ม ต่างไม่เชื่อว่าดนตรีไทยเดิมทำ “ปฏิปักษ์” ต่อวัฒนธรรมป๊อป
แต่ถ้าย้อนหลังไปราว 70 ปีที่แล้ว (เรือน พ.ศ. 2500) วงการดนตรีไทยเดิมถูกหล่อหลอมด้วยชาตินิยม “ล้นเกิน” จึงตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ต่อวัฒนธรรมป๊อป
[พยานเรื่องนี้มีดนตรีไทยเดิมบางวงพยายามปรับเข้าวัฒนธรรมป๊อปโดยทำง่ายๆ ดังนี้ (1.) แต่งเนื้อเพลงใหม่แบบป๊อป แต่เล่นเนื้อเต็มตามทำนองโบราณ และ (2.) นักดนตรีไทยเดิมนั่งเก้าอี้เล่นแบบป๊อป โดยไม่นั่งพับเพียบกับพื้นตามประเพณีเดิม ฯลฯ เท่านี้เอง ถูกนักดนตรีไทยเดิมด่าทอต่อว่าขนานหนักจนต้องเลิก และถูกประณามต่อเนื่องจนสมัยหลังๆ ว่าเป็นพวกทำลายดนตรีไทยเดิม]
ดนตรีสากลและเพลงไทยสากลในวัฒนธรรมป๊อปมีพลังแพร่หลายในสยามนับร้อยปีมาแล้ว ทำให้ดนตรีไทยและเพลงไทยที่มีมาแต่เดิมและไม่ยอมปรับเปลี่ยน จึงถูกเรียกว่า “ดนตรีไทยเดิม” และ “เพลงไทยเดิม” ในที่สุดก็พ้นสมัย คนส่วนใหญ่ไม่นิยม
แต่คนดนตรีไทยเดิมไม่ยอมรับรู้ แล้วไม่ยอมเลิกผูกขาดความเป็นไทย เลยต้องแช่แข็งดนตรีไทยเดิม ซึ่งมีสาเหตุสำคัญ 2 อย่าง คือ ปัญหาภายนอก กับปัญหาภายใน
ปัญหาภายนอก
วัฒนธรรมป๊อปจากตะวันตกมีพลังแพร่อิทธิพลทั่วโลก แต่ดนตรีไทยเดิมต่อต้านวัฒนธรรมป๊อป นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนเรื่องดนตรีไทยในวัฒนธรรมป๊อป (มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 12-18 พฤศจิกายน 2553 หน้า 20-21) สรุปกว้างๆ ดังนี้
ดนตรีไทยหมดพลังปรับเปลี่ยนตัวเอง แล้วหยุดกึกลงเมื่อวัฒนธรรมป๊อปเริ่มถาโถมเข้ามา โดยค่อยๆ ซึมเข้ามาจากสิ่งเล็กๆ เช่น การพิมพ์, การอัด แผ่นเสียง,การแสดงที่เป็นสาธารณะ ฯลฯ
พลังของวัฒนธรรมป๊อปอยู่ที่มหาชนซึ่งเสพวัฒนธรรมนี้ จะเสพกันจำนวนมากเช่นนั้นได้ ก็เพราะมีสื่อ
นิธิ เอียวศรีวงศ์ จึงถือเอาการออกอากาศครั้งแรกของวิทยุ 7 PJ ของกรมไปรษณีย์โทรเลขใน พ.ศ. 2471 เป็นจุดเริ่มต้นพลังของวัฒนธรรมป๊อป ที่ทำให้ดนตรีไทยกลายเป็นดนตรีไทยเดิม (สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งแรกในประเทศไทยชื่อว่า “สถานีวิทยุกรุงเทพฯ ที่พญาไท” (radio Bangkok at Payathai) ตั้งอยู่ทุ่งพญาไท (ปัจจุบันคือโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า) เปิดกระจายเสียงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2473 ตรงกับวันฉัตรมงคลในรัชกาลที่ 7) ดังนี้
เริ่มแยกเพลงไทยออกเป็น “ไทยเดิม” กับ “ไทยสากล” ฝ่ายหนึ่งต้องหยุดพัฒนาการ ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา และอย่างรวดเร็วด้วย
การแยกเป็นสองนี้ไม่ใช่การแยก “ประเภท” อย่างเดียวเท่านั้น ที่จริงแล้วเป็นการแยกเจ้าของด้วย
เพลง “ไทยเดิม” สำหรับคนที่ยังผูกพันอยู่กับชนชั้นนำเดิม หวงแหนและผูกขาดมาตรฐานความเป็น “ไทย” ไว้แต่ฝ่ายเดียวเป็น “คลาสสิค” ของไทย ในขณะที่ “ไทยสากล” จับจองพื้นที่เสรี ที่จะปรับเปลี่ยนไปได้ตามสบาย
สถานะอันสูงส่งของเพลง “ไทยเดิม” ไม่เปิดให้มีการตีความใหม่ เปลี่ยนเครื่อง หรือเปลี่ยนเสียงได้ง่ายๆ (แม้ทำได้เหมือนกัน แต่ไม่มาก และที่สำคัญกว่านั้นคือขึ้นอยู่กับใครทำ?)
การแช่แข็งดนตรีไทยเดิม คือการกีดกันไม่ให้วัฒนธรรมป๊อปล่วงละเมิดเข้าถึงเพลงไทยเดิมได้ ทำให้สถานะอันสูงเด่นของความเป็น ‘ไทย’ ไม่มีวันสั่นคลอน
พูดอีกอย่างหนึ่งก็ได้ว่าการที่ท่านไม่ยอม “นอกครู” ก็เพราะท่านมีภารกิจจะต้องรักษาความบริสุทธิ์ของดนตรีไทยเดิมไว้ให้พ้นจากวัฒนธรรมป๊อป (ไม่ใช่เพราะท่านหัวเก่าหรือหัวดื้อ) ซึ่งแท้จริงแล้วท่านเหล่านั้นก็ล้วนเป็นลูกศิษย์ของ “ครู” ที่ได้ “นอกครู” มาจนมีชื่อเสียงโด่งดังทั้งนั้น
แต่เพราะเป็นปราการด่านสุดท้ายในการเผชิญกับวัฒนธรรมป๊อป ทำให้คนดนตรีไทยเดิมจำเป็นต้องให้ดนตรีไทยเดิมแข็งแกร่งอย่างไม่โยกคลอนจนถึงที่สุดด้วยการตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ต่อ “ป๊อป”
ปัญหาภายใน
ดนตรีไทยเดิมไม่พัฒนาตนเอง จิตร ภูมิศักดิ์ เขียนพรรณนาถึงปัญหาภายในที่ทำให้ดนตรีไทยเสื่อมสูญไว้ 5 เรื่อง ตั้งแต่ 72 ปีที่แล้ว (พ.ศ. 2497) ต่อมาศิลปวัฒนธรรม (รายเดือน) ยกมาพิมพ์ซ้ำรวมไว้ (ปีที่ 25 ฉบับที่ 6 เดือนเมษายน 2547 หน้า 88-99) ว่ามาจาก “ลักษณะอันไม่ยอมเคลื่อนไหว” ของเพลงดนตรีไทยเอง
เครื่องไม้เครื่องมือ “ไม่ยอมพัฒนา”, ทำนองลีลาและระบบเสียงมีอยู่จำกัด, จังหวะและกฎเกณฑ์บีบรัด, วัตรปฏิบัติของนักดนตรีไทยต้องเป็นไปตามจารีตขนบประเพณีอย่างเคร่งครัด ด้วยอิทธิพลของศาสนา, ราชสำนัก, และผู้ดี
โดยเฉพาะ “สำนักผู้ดีต่างๆ ซึ่งทำให้เพลงนับวันก็ยิ่งยุ่งยาก ซับซ้อนขึ้น” ทำให้ “ช่องว่างระหว่างศิลปะของดนตรีไทยกับประชาชนก็เกิดกว้างขึ้นทุกที จนในที่สุด
ก็กลายเป็นศิลปะที่ฟังกันได้อยู่แต่ในชนกลุ่มเดียว พวกประชาชนทั่วไปนับล้านๆ ที่ฟัง
ไม่ออกก็กลายเป็นพวกหูต่ำ เป็นพวกละทิ้งสมบัติของชาติ”
จิตรกล่าวสรุปว่าคำกล่าวนั้นไม่จริงเลย เพราะ “เรามิได้ละทิ้งสมบัติของเราเลย หากมีชนกลุ่มหนึ่งบังอาจมาขโมยสมบัติของเราไปเสีย และกระทำแก่มันตามพลการเพื่อประโยชน์ของเขาเพียงหยิบมือนั้น และทั้งยังกีดกันมิให้เราเข้าไปแตะต้องถึง”
“ลด” ปฏิปักษ์ป๊อป
หลัง 14 ตุลาคม 2516 ดนตรีไทยเดิม “ลด” ปฏิปักษ์ป๊อป เพราะเศรษฐกิจ-การเมืองเปลี่ยนไป ทำให้วัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงด้วยการลดพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์
พลังของ “บรู๊ซ แกสตัน” ทำให้ดนตรีไทยเดิมอยู่ในจักรวาลดนตรีของความเป็นสากลมากกว่าแต่ก่อน
“วงออเคสตราดนตรีไทยเดิม ของมหาวิทยาลัยมหิดล” ก้าวหน้าไปอีกระดับหนึ่งในดนตรีของโลกที่ควรยินดีอย่างยิ่ง