คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangยะลา · เปลี่ยน

ศาลฎีกาชี้ “บิตคอยน์เป็นทรัพย์” เพราะมีมูลค่า แลกเงินได้

ที่มา: The Thaiger

ศาลฎีกาชี้ “บิตคอยน์เป็นทรัพย์” เพราะมีมูลค่า แลกเงินได้

เปิดคำวินิจฉัยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา บิตคอยน์มีมูลค่า ซื้อขายแลกเป็นเงินสดและถือครองได้ ผู้เสียหายแลกเงิน 50,000 ดอลลาร์เป็นบิตคอยน์แล้วโอนให้คนร้าย จึงครบองค์ประกอบความผิดเกี่ยวกับทรัพย์

ชัดเจนแล้วว่า บิตคอยน์ที่อยู่ในระบบอิเล็กทรอนิกส์ถือเป็น “ทรัพย์” ในคดีอาญาได้หรือไม่? ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นนี้ในคดีที่ผู้เสียหายนำเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,878,000 บาทตามอัตราแลกเปลี่ยนขณะเกิดเหตุ ไปแลกเป็นบิตคอยน์ ก่อนโอนให้กลุ่มคนร้าย โดยเห็นว่าสิ่งที่ผู้เสียหายสูญเสียไปมีราคาและสามารถถือเอาได้ จึงครบองค์ประกอบความผิดเกี่ยวกับทรัพย์

อ้างอิงจากสาระสำคัญของ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4929/2569 ซึ่งวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ คดีระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดเกาะสมุย โจทก์ กับนาย อ. จำเลย

ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ ผู้เสียหายใช้เงินแลกเปลี่ยนเป็นบิตคอยน์เพื่อโอนให้กลุ่มคนร้าย สิ่งที่เสียไปจึงอยู่ในรูปคริปโทเคอร์เรนซีบนระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์

ศาลพิจารณาว่า ตามการใช้งานทั่วไป บิตคอยน์เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนที่มีมูลค่าตามตลาด สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้หากมีผู้ซื้อรองรับ และบุคคลทั่วไปสามารถถือครองได้

เมื่อผู้เสียหายนำเงินประมาณ 1.878 ล้านบาทไปแลกเป็นบิตคอยน์แล้วโอนออกไป บิตคอยน์ดังกล่าวจึงมีราคาและสามารถถือเอาได้ โดยมีมูลค่าไม่น้อยกว่าเงินที่ใช้แลกเปลี่ยนในขณะนั้น

ศาลจึงวินิจฉัยว่า สิ่งที่ถูกโอนไปเป็นทรัพย์ และครบองค์ประกอบความผิดเกี่ยวกับทรัพย์แล้ว

เหตุใดอยู่ในระบบดิจิทัลจึงนับเป็นทรัพย์?

เอกสารสรุปคำพิพากษาอธิบายถึงนิยามคริปโทเคอร์เรนซีตาม พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ว่าเป็นหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นบนระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนสินค้า บริการ สิทธิ หรือสินทรัพย์ดิจิทัล

ในคดีนี้ ศาลเห็นว่าคริปโทเคอร์เรนซีที่ผู้เสียหายต้องเสียไปมีรูปร่างอยู่บนระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ มีราคา และสามารถถือเอาได้ จึงไม่อาจถือว่าเป็นสิ่งปราศจากมูลค่าหรือไม่มีรูปร่างใด ๆ

กล่าวให้เข้าใจง่ายคือ การเปลี่ยนจากเงินมาเป็นบิตคอยน์ ไม่ได้ทำให้มูลค่าที่ผู้เสียหายเสียไปหายไปด้วย ศาลจึงนำลักษณะของสินทรัพย์ดิจิทัลดังกล่าวมาพิจารณาว่าเข้าองค์ประกอบเรื่องทรัพย์ในคดีนี้

สถานะ “ทรัพย์” แยกจากการเป็นเงินชำระหนี้ตามกฎหมาย

คำพิพากษายังกล่าวถึงหนังสือของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งระบุว่าเงินดิจิทัลหรือคริปโทเคอร์เรนซียังไม่ถือเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย แต่มีมูลค่าซื้อขายที่เปลี่ยนแปลงตามความต้องการของตลาด และส่วนหนึ่งเกิดจากการเก็งกำไร

ข้อพิจารณาของศาลจึงอยู่ที่ คริปโทเคอร์เรนซีมีราคาและถือเอาได้หรือไม่ ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับการมีสถานะเป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย

สำหรับคำพิพากษานี้ เอกสารสรุปอ้างถึงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 137 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง มาตรา 340 วรรคหนึ่ง และมาตรา 340 ตรี

ความคิดเห็น