นักวิชาการ ชี้โจทย์ใหญ่ปฏิรูปการศึกษา จี้ถอดบทเรียน 27 ปี-หวั่นซ้ำรอยพ.ร.บ.เดิม
นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า จากเวทีสัมมนา Matichon Forum 2026 Thailand Education Next for All: พลิกโฉมอนาคตการศึกษาไทย เมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ สะท้อนโจทย์สำคัญของการปฏิรูปการศึกษาไทย โดยเฉพาะ 4 ประเด็นที่ผู้เกี่ยวข้องควรนำไปขบคิดและผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ประเด็นแรกคือ ข้อสังเกตของ นายอดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ตั้งคำถามถึงการบังคับใช้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ตลอด 27 ปีที่ผ่านมา ว่าเหตุใดกฎหมายซึ่งมีหลักการที่ดีและมีแนวคิดสำคัญหลายเรื่อง ทั้งการศึกษาที่ยืดหยุ่น การเรียนรู้ตลอดชีวิต ธนาคารหน่วยกิต การเทียบโอน และความรับผิดชอบ จึงไม่สามารถขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับข้อสังเกตดังกล่าว เพราะสังคมไทยยังไม่เคยถอดบทเรียนอย่างจริงจังว่าอะไรคือ สาเหตุของความล้มเหลวที่ผ่านมา หากยังละเลยการศึกษาข้อผิดพลาดในอดีต ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ก็อาจไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาเดิม และกลายเป็นเพียงการวนซ้ำวงจรปฏิรูปที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาได้จริง
“ประเด็นที่ 2 คือข้อเสนอของนางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ตั้งข้อสังเกตว่าการเร่งยกร่างกฎหมายในช่วงกว่า 4 เดือนที่ผ่านมา อาจทำให้กระบวนการสำคัญในเชิงนิติปรัชญาถูกข้ามไป โดยมุ่งเขียนหลักการและเหตุผลของกฎหมายทันที ทั้งที่ควรเริ่มต้นจากคำถามพื้นฐานว่า ประเทศไทยต้องการสร้างพลเมืองที่มีคุณลักษณะอย่างไร โดยประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ มักเริ่มต้นการปฏิรูปการศึกษาด้วยการตั้งคำถามเชิงปรัชญา เพื่อกำหนดเป้าหมายร่วมกันในการสร้างพลเมืองของประเทศ ขณะที่ระบบการศึกษาไทยยังขาดความชัดเจนในเรื่องปรัชญาการศึกษา และยังไม่มีทิศทางที่แน่นอนว่าจะใช้หลักคิดใดเป็นเข็มทิศในการพัฒนาคนและประเทศ” นายสมพงษ์ กล่าว
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นที่ 3 คือการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ โดยนายณพงศธร ทรงสวัสดิ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการนักเรียน โรงเรียนดรุณสิกขาลัย ได้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของวิชาโครงการ ซึ่งเป็นหัวใจของการศึกษายุคใหม่ ผ่านตัวอย่างการตั้งคำถามง่ายๆ ว่า น้ำมาจากไหน ก่อนต่อยอดไปสู่การค้นคว้าข้อมูล ลงพื้นที่ปฏิบัติจริง และสืบค้นไปจนถึงแหล่งต้นน้ำ
“สิ่งที่สะท้อนจากตัวอย่างดังกล่าวคือ การเรียนรู้ในโลกยุคใหม่ไม่ควรจำกัดอยู่กับการอัดแน่นเนื้อหาและการท่องจำในห้องเรียน แต่ต้องให้ความสำคัญกับการฝึกคิด ตั้งคำถาม และแสวงหาคำตอบด้วยตนเอง โดยเปลี่ยนบทบาทครูจากผู้ถ่ายทอดความรู้มาเป็น Facilitator หรือผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล แต่ระบบการศึกษาไทยยังนำมาใช้ไม่มากนัก เมื่อเทียบกับการเรียนการสอนที่เน้นเนื้อหาและการท่องจำ และประเด็นสุดท้ายคือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่ง นายวุฒิสาร ตันไชย ประธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สะท้อนว่าเป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นายสมพฃษ์ กล่าว
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูปที่จะสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง แต่เป็นเพียงเสมือนรัฐธรรมนูญทางการศึกษา หรือแม่แบบในการกำหนดโครงสร้างและทิศทางของระบบเท่านั้น การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นจริงจำเป็นต้องอาศัยกฎหมายลูกและกฎกระทรวงที่มีรายละเอียดรองรับอย่างเป็นรูปธรรม
“สิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ต้องเร่งดำเนินการควบคู่กันไปตั้งแต่ตอนนี้ คือการเตรียมความพร้อมจัดทำกฎหมายลูกและกฎกระทรวงให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด ไม่ปล่อยให้การปฏิรูปการศึกษาสิ้นสุดลงเพียงแค่การผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาฯ ให้ผ่านรัฐสภาและประกาศใช้เท่านั้น” นายสมพงษ์ กล่าว