คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangอุตรดิตถ์ · เปลี่ยน

วางเป้าหลังจบ IMF-World Bank เศรษฐกิจโตเกิน 3% ลงทุนเพิ่ม 30%

ที่มา: ข่าวสด

“เอกนิติ” กาง 3 เป้าหมายใหญ่ หลังจบเจ้าภาพ IMF-World Bank ดันเศรษฐกิจโตเกิน 3% เพิ่มลงทุนแตะ 30% พาไทยติดท็อป 20 โลก ย้ำประโยชน์ต้องคืนสู่ท้องถิ่น และคนไทย

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าว Bangkok Dialogue Notes ช่วงท้ายการประชุมประจำปี IMF–World Bank 2026 ว่า ผลจากการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ไม่ได้จบลงที่การจัดงานสำเร็จ แต่กำลังถูกต่อยอดเป็นเป้าหมายเศรษฐกิจระยะต่อไปของประเทศ

ทั้งนี้ รัฐบาล และภาคเอกชนได้กำหนดตัวชี้วัดร่วมกัน 3 เรื่อง ได้แก่ ดันศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยให้สูงกว่า 3% เพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP จากประมาณ 22% เป็น 30% และผลักดันประเทศไทยเข้าสู่ 20 อันดับแรกด้านความสามารถในการแข่งขันของโลก

นายเอกนิติ กล่าวว่า เหตุผลที่การลงทุนถูกยกเป็นหัวใจสำคัญ เพราะต่างจากการกระตุ้นผ่านการบริโภคที่ผลหมดไปในระยะสั้น การลงทุนสามารถสร้างสินทรัพย์ เพิ่มผลิตภาพ และสร้างรายได้กลับมาในอนาคต จึงเป็นฐานสำคัญของการเติบโตรอบใหม่ของประเทศ

ตลอดเกือบหนึ่งสัปดาห์ ไทยรวบรวมผู้แทนจากนานาชาติ ผู้กำหนดนโยบาย กระทรวง ธนาคารกลาง และภาคเอกชนเกือบ 20,000 คนไว้ในกรุงเทพฯ ได้มีเวทีการหารือทั้งอย่างเป็นทางการ และนอกรอบราว 50 ครั้ง ในโอกาสนี้ไทยยังได้พร้อมสร้างช่องทางติดต่อโดยตรงกับผู้นำเศรษฐกิจ และการเงินจากหลายประเทศด้วย

“เราไม่ได้เป็นเพียงเจ้าภาพ แต่เราได้ร่วมกำหนดวาระ และไทยกำลังขยับบทบาทจากผู้รับทิศทางเศรษฐกิจโลก มาเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่วมเสนอทิศทางกับ IMF และธนาคารโลก รวมถึงแสดงบทบาท Trusted Connectorเชื่อมประเทศสมาชิก 191 ประเทศเข้าหากัน” นายเอกนิติ กล่าว

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หนึ่งในผลต่อยอดที่จับต้องได้คือการเปิดประตูสู่ตลาดอาเซียนกว่า 700 ล้านคน หลังไทยเสนอให้ประเทศสมาชิกกำหนด KPI ร่วมกันเพื่อเพิ่มการค้าภายในภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนเพียงประมาณ 22% ต่ำกว่าสหภาพยุโรปที่มีมากกว่า 60%

นอกจากนี้ ไทยยังเสนอเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลกับประเทศอาเซียน เพื่อเปิดทางให้ประชาชน และธุรกิจเข้าถึงตลาดดิจิทัลข้ามพรมแดน ขณะเดียวกันเตรียมผลักดันบริษัทไทยที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะอาหารแปรรูป ออกไปลงทุนในภูมิภาคมากขึ้น สร้างทั้งตลาดใหม่ และความมั่นคงทางอาหารร่วมกัน

ด้านพลังงาน ไทยเริ่มหารือแผนระยะยาว สร้างโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน เชื่อมพลังน้ำจาก สปป.ลาว ผ่านไทย และมาเลเซีย ไปยังสิงคโปร์ และอาจต่อถึงอินโดนีเซียในอนาคต เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากราคาน้ำมัน และก๊าซจากตะวันออกกลาง

นายเอกนิติ กล่าวว่า อีกประเด็นที่ถูกยกระดับจากเวทีกรุงเทพฯ คือ Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกับ IMF และธนาคารโลก ได้สรุปบทเรียนรับมือภัยหลอกลวงทางการเงินข้ามพรมแดน เพื่อพัฒนาเป็นแนวทางที่ประเทศต่างๆ สามารถนำไปปรับใช้ในการปกป้องประชาชน จากมิจฉาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม และพร้อมแชร์ให้แก่ประเทศสมาชิกอื่นๆ ด้วย

ขณะเดียวกัน ไทยไม่ได้ต้องการเพียงดึงเงินลงทุนต่างชาติเข้ามา แต่ต้องการเปลี่ยนเงินทุน ให้กลายเป็นขีดความสามารถ ของคนไทย และธุรกิจไทย โดยเฉพาะในห่วงโซ่อุปทาน AI ซึ่งไทยเริ่มมีฐานในโฟโทนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์บางส่วน เซนเซอร์ และแผ่นวงจรพิมพ์แล้ว

“การดึงดูดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องเปลี่ยนเงินทุนให้เป็นขีดความสามารถ เพื่อช่วยให้คนไทย และธุรกิจไทยยกระดับความสามารถ ในการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน และได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวว่า หนึ่งในภาพที่ทรงพลังที่สุดของการประชุม คือการที่ นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF อัญเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ขึ้นกล่าวในที่ประชุมเต็มคณะ

“พระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 มีใจความว่า ประโยชน์ และความสำเร็จอันดีงามไม่ได้เกิดขึ้นได้โดยลำพัง หากแต่ต้องค่อยๆ ปลูกฝัง สั่งสม และเสริมสร้างให้เข้มแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่องตามลำดับเวลา ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการพัฒนา และเป็นสิ่งที่ประเทศไทยพยายามนำเสนอต่อประชาคมโลกมาตลอด การที่หลักคิดนี้ถูกถ่ายทอดออกมาจากปากของผู้นำ IMF ต่อหน้าผู้แทนจากทั่วโลก แสดงให้เห็นว่าแนวทางการพัฒนาตามพระราชดำริ ได้ก้าวขึ้นสู่การเป็นวาระระดับโลกแล้ว” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวว่า หลังการประชุมฯ ไทยจะไม่ปล่อยเครือข่ายที่สร้างขึ้นให้จบไปพร้อมงาน โดยส่วนตัวเตรียมเดินทางต่อไปประชุมรัฐมนตรีคลัง APEC ที่ฮ่องกง และต้นปีหน้ารัฐบาลเตรียมนำ “ทีมไทยแลนด์” ทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม World Economic Forum ที่ดาวอส เพื่อรักษาแรงส่งด้านการลงทุนและความสัมพันธ์ที่สร้างขึ้นจากกรุงเทพฯ โดยเป้าหมายปลายทางคือการสร้างรากฐานเศรษฐกิจไทยรอบใหม่ ผ่านการลงทุนในคน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และระบบพลังงาน รวมถึงการปรับประเทศให้รับมือโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้น

“ไม่ว่าจะทำสิ่งใด ต้องกลับไปที่ประชาชน ชุมชนท้องถิ่น ทำความเข้าใจและเสริมพลังให้พวกเขามีความยืดหยุ่นพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงเพื่อพาประเทศไทยเข้าสู่การเติบโตเต็มศักยภาพในรอบถัดไป” นายเอกนิติ กล่าว

ความคิดเห็น