คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangอุตรดิตถ์ · เปลี่ยน

ททท.พาเพลินกับ กินเจ‘ภูเก็ต’ จุดไฟเศรษฐกิจด้วยแรงศรัทธา

ที่มา: มติชน

ประเทศไทยนอกจากจะขึ้นชื่อเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ที่หลากหลายและยากจะเลียนแบบแล้ว ในเรื่อง ซับคัลเจอร์ (Subculture) หรือ วัฒนธรรมย่อยของแต่ละพื้นถิ่น ถือว่ามีชื่อเสียง รวมถึงได้รับความนิยมในการเดินทางเข้าไปสัมผัส เพื่อให้มีประสบการณ์จริงสักครั้งในชีวิตเช่นกัน ซึ่งแต่ละท้องถิ่นทั่วประเทศไทยนั้น มีซับคัลเจอร์ที่แตกต่างกันไป แต่สามารถผสมผสานในการดำเนินชีวิตได้อย่างลงตัว

โดยเฉพาะซอฟต์พาวเวอร์ ตามเทศกาลงานบุญ!!

ช่วง เทศกาลกินเจ ประจำปี 2569 ที่เพิ่งผ่านไป การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำสื่อเดินทางไปท่องเที่ยวในถิ่นภาคใต้ ชมหนึ่งตัวอย่างการสืบสานวัฒนธรรมย่อยของพื้นถิ่น ที่สามารถสร้างชื่อเสียงจนเป็นตัวชูโรงดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ผู้มีจิตศรัทธาแรงกล้าให้เข้าไปรับพรจากเทพเซียนทั่วทุกแคว้นแดน กล่าวถึงคือ เทศกาลกินเจของคนเมืองกรุง แต่ในจังหวัดภาคใต้มีลูกเล่นด้วยการใช้ชื่อเป็นเทศกาลถือศีล กินผัก เพื่อให้รู้สึกถึงความเป็นตัวของตัวเอง

กล่าวถึงเทศกาลกินเจ ต้องยกความสำคัญในด้านแรงส่งทางเศรษฐกิจขึ้นมาพูดกันก่อน โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยผลสำรวจพฤติกรรมและการใช้จ่ายช่วงเทศกาลกินเจของปี 2569 ระหว่างวันที่ 9-18 ตุลาคม จากการสำรวจประชาชน 1,230 รายทั่วประเทศ และผู้ประกอบการ (ธุรกิจ) อีก 680 ราย โดยสำรวจระหว่างวันที่ 21-28 กันยายน 2569 พบว่า ประชาชนที่ตั้งใจจะกินเจ มีสัดส่วน 32% แม้ลดลงจาก 34% เทียบกับปี 2568 ขณะที่ 68% ระบุว่าไม่ได้กินเจ เหตุผลส่วนหนึ่งจากภาวะรายได้และเศรษฐกิจไม่ดี อย่างไรก็ดี ทางศูนย์พยากรณ์ฯประเมินช่วงกินเจปี 2569 จะเกิดเม็ดเงินจับจ่ายใช้สอย อยู่ที่ 46,913 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนหน้า อยู่ที่ 45,903 ล้านบาท หรือใช้จ่ายเติบโต 2.2% เป็นมูลค่าสูงสุดในรอบ 6 ปี

ขณะที่ ททท.ประเมินภาพรวมเทศกาลกินเจ ปี 2569 ผ่านสถานการณ์ท่องเที่ยวภายในประเทศไทย พบว่า 10 จังหวัดสำคัญ คงเป็นจังหวัดที่มีการเดินทางท่องเที่ยวอย่างคึกคัก ททท.คาดเทศกาลกินเจปี 2569 มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยกว่า 1.32 ล้านคน/ครั้ง สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 10,140 ล้านบาท แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 6,710 ล้านบาท และ 9 จังหวัดภาคใต้รวม 3,430 ล้านบาท โดยเฉพาะภูเก็ต คาดสร้างรายได้ถึง 1,430 ล้านบาท

ในข้อมูลที่น่าสนใจ สะท้อนว่า เทศกาลกินเจกำลังขยายจากกลุ่มผู้ถือศีลตามประเพณีไปสู่คนรุ่นใหม่ ทั้งสายสุขภาพและสายมู ที่สนใจเดินทางเพื่อไหว้พระ ขอพร สัมผัสวัฒนธรรม ร่วมกับค้นหาประสบการณ์อาหารท้องถิ่น อย่างบรรยากาศย่านเยาวราช และประเพณีถือศีลกินผักใน จ.ภูเก็ต ถือเป็นจุดขายด้าน Cultural Tourism ที่โดดเด่นของประเทศไทย รวมถึงปี 2569 แม้มีปัจจัยสนับสนุนจากวันหยุดราชการพิเศษเพิ่มเติม และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ แต่ช่วงกินเจ ไทยเจอสถานการณ์ฝนตกหนัก น้ำท่วม มีผลต่อต้นทุนการเดินทาง และกำลังซื้อของประชาชน ช่วงแรกๆ หวั่นนักท่องเที่ยวอาจปรับพฤติกรรม เป็นการเดินทางระยะใกล้ ใช้เวลาช่วงท่องเที่ยวสั้นลง เน้นความสำคัญกับความคุ้มค่ามากขึ้น

ด้าน น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า เทศกาลกินเจ ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีประเพณีถือศีลกินเจอันเป็นเอกลักษณ์ ทั้งกรุงเทพฯ ภูเก็ต พังงา สุราษฎร์ธานี และสงขลา (หาดใหญ่) ซึ่ง ททท.มุ่งส่งเสริมเทศกาลกินเจให้เป็นการเดินทางที่เชื่อมโยงศรัทธา วัฒนธรรม สุขภาพ และวิถีชีวิตของผู้คนเข้าด้วยกันอย่างงดงาม เป็นเสน่ห์ของประเทศไทยที่สามารถเปลี่ยนพลังศรัทธาให้กลายเป็นพลังเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับร้านอาหาร ผู้ประกอบการรายย่อย และชุมชนท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม

เทศกาลกินเจ ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยภายใต้แนวคิด Value over Volume ที่ใช้ทุนทางวัฒนธรรมสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน “เติม เจ ให้ใจได้ฮีล” อิ่มบุญ อิ่มใจ อิ่มสุข และให้อิ่มไปถึงเศรษฐกิจชุมชน แต่ ททท.ยังคงมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ฝนตกและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ขอให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวทุกท่านตรวจสอบเส้นทางและข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนออกเดินทาง วางแผนการเดินทางอย่างรอบคอบ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากพบว่าพื้นที่ใดมีความเสี่ยง ขอให้พิจารณาปรับเปลี่ยนแผนหรือเลื่อนการเดินทางออกไปก่อน เพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน

“สิ่งที่ ททท.ให้ความสำคัญคือคุณค่าที่เกิดขึ้นจากทุกการเดินทาง เพราะอยากเห็นเทศกาลกินเจเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายเล็ก ร้านอาหาร ตลาด และชุมชน พร้อมรักษาอัตลักษณ์ประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนาน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของนักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญที่สุด” น.ส.ฐาปนีย์กล่าว

เมื่อพูดถึง เทศกาลกินเจ หรือ กินผัก จังหวัดที่ผู้คนนึกถึงอันดันต้นๆ ในภาคใต้ คงหนีไม่พ้น จ.ภูเก็ต ด้วยความเข้มข้นและเข้มแข็งในการสืบสานประเพณีวัฒนธรรมกินเจกันมาอย่างยาวนาน ทำให้ชื่อเสียงกินเจในภูเก็ตโด่งดังมาก ทั้งคนไทยและต่างชาติ สะท้อนจากคาดการณ์ช่วงเทศกาลกินเจระยะ 10 วันปีนี้ จำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย อยู่ที่ 134,390 คน/ครั้ง สร้างรายได้ 1,430 ล้านบาท ถือเป็นอันดับ 1 จากทั่วประเทศ ไม่นับรวมกรุงเทพฯ สะท้อนความยิ่งใหญ่และความร่วมมือของคนในท้องถิ่นเพื่อให้การจัดงานกินเจยังคงอยู่ต่อไปอีกนานเท่านาน

ในการเดินทางครั้งนี้ ได้รับประสบการณ์จริงๆ จังหวัดภูเก็ตจัดต้อนรับผู้มาเยือนสู่ประเพณีถือศีลกินผักของภูเก็ต ที่เรียกกันว่า เจี๊ยะฉ่าย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเพณีสำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายจีนฮกเกี้ยนในจังหวัดภูเก็ต ตลอดช่วง 9 วัน ชมพิธีกรรมและขบวนแห่จากอ๊าม (ศาลเจ้า) ต่างๆ ทั่วจังหวัด ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งศรัทธา ความเชื่อ และวิถีชีวิตที่สืบทอดต่อกันมายาวนาน เริ่มต้นด้วย พิธียกเสาโกเต้ง วันที่ 9 ตุลาคม ถือเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นประเพณีถือศีลกินผัก ก่อนเข้าสู่ช่วงของพิธีกรรมสำคัญต่างๆ ณ อ๊ามทั้ง 39 แห่งในจังหวัดภูเก็ต ปิดท้ายด้วยพิธีส่งพระในคืนวันที่ 18 ตุลาคม พร้อมชมไฮไลต์ อย่าง แหมสีอิ้วเก้ง แห่พระกลางคืน 40 อ๊าม ในวันที่ 11 ตุลาคม โดยขบวนจากอ๊ามต่างๆ กว่า 40 อ๊าม จะเคลื่อนผ่านถนนในเขตเทศบาลนครภูเก็ต ภายหลังพิธีส่งเก้งและสวดมนต์ถวายพระพร สร้างบรรยากาศแห่งศรัทธาในยามค่ำคืน ผ่านแสง สี เสียง ขบวนแห่ และพิธีกรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชาวไทยเชื้อสายจีนแห่งภูเก็ตอย่างโดดเด่น

ททท.สำนักงานภูเก็ตได้ทำคู่มือถือศีลกินผักภูเก็ต 2569 ฉบับออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในการทำความเข้าใจประเพณีอย่างลึกซึ้ง ภายในรวบรวมทั้งประวัติความเป็นมา พิธีกรรมสำคัญ ตารางพิธีของ 39 ศาลเจ้า เส้นทางท่องเที่ยวสายบุญ และแผนที่ขบวนแห่พระรอบเมือง (อิ้วเก้ง) พร้อมเนื้อหาภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งถือเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมขบวน หรือการเลี่ยงเส้นทางจัดงานเพื่อเดินทางไปตามวัตถุประสงค์ของตัวเอง

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยผู้คนนุ่งขาวห่มขาว ตั้งแต่ลูกศิษย์ลูกหาหรือผู้ที่มีความเคารพบูชาและต้องการรับพร ต่างตั้งใจแต่งกายด้วยสีขาวบริสุทธิ์เพื่อแสดงความเคารพนับถือศาลเจ้า หรืออ๊ามต่างๆ ที่แห่แหนกันมาอย่างต่อเนื่องเกือบครึ่งร้อย ช่วงวันแรกๆ ของเทศกาล จะเห็นการจัดพิธีสำคัญ คือ การแห่พระรอบเมือง หรืออิ้วเก้ง เป็นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละศาลเจ้าที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน จัดทัพอันศักดิ์สิทธิ์ด้วยขบวนม้าทรง ถือเป็นการเริ่มต้นทำพิธีสะเดาะเคราะห์ให้กับผู้ถือศีลกินผัก ตามความเชื่อว่า กิ้วอ๋องไต่เต่จะเป็นผู้รับเคราะห์แทน เมื่อเชิญเทพประทับร่างแล้ว ม้าทรงจะเริ่มใช้อาวุธหรือวัตถุมีคมนานาชนิด ทิ่มแทงทะลุกระพุ้งแก้มของตนเอง ตามความเชื่อว่า เป็นการทรมานร่างกายและรับความเจ็บปวดแทนผู้คนที่ให้ความเคารพบูชาทวยเทพของตัวเอง

การแห่พระรอบเมือง เปรียบเสมือนเป็นการเริ่มต้นของเทศกาลถือศีลกินผักของชาวภูเก็ต และอีกหลายจังหวัดของภาคใต้ ต่อด้วยพิธีสำคัญตามมาคือ พิธีสะเดาะเคราะห์ หรือโก้ยห่าน ทำหลังจากพิธีลุยไฟ โดยการตัดกระดาษเป็นรูปหุ่นหญิงชาย พร้อมกับเขียนชื่อตนเอง และวัน เดือน ปีเกิดไว้ จากนั้นต้องเดินข้ามสะพานให้บรรดาม้าทรงปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย และประทับตราสัญลักษณ์หลังเสื้อสีขาว เป็นเครื่องหมายถึงการเสร็จสิ้นพิธีการอันมีความหมายของชาวชุมชนติดทะเลเหล่านี้ จวบจนถึงวันสุดท้าย พิธีใหญ่ คือ พิธีส่งพระ เป็นขบวนแห่พระรอบเมืองของศาลเจ้าหลายๆ แห่งในเมืองภูเก็ต ไปจบที่บริเวณชายทะเลแหลมสะพานหิน เป็นการส่งองค์กิ้วอ๋องไต่เต่ผู้เป็นประธานในพิธีกลับสู่สรวงสวรรค์

ช่วงเวลากลางคืนแล้ว เข้าสู่พิธีการแสดงอภินิหารของเหล่าลูกศิษย์ลูกหาที่รับองค์เป็นม้าทรง โดยเฉพาะการทิ่มแทงตัวเอง ที่ถือเป็นภาพของการแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อย่างน่าอัศจรรย์ โดยตรงนี้จะให้ผู้ร่วมงานจุดประทัดและพลุไฟเข้าใส่ขบวนม้าทรง และพี่เลี้ยงที่หามเกี้ยวรูปพระซึ่งเรียกกันว่า ตั่วเหลี้ยน อันเป็นที่ประทับขององค์กิ้วอ๋องไต่เต่ ส่วนผู้คนที่ถือศีลจะตั้งโต๊ะบูชาหน้าบ้านและจุดประทัดต้อนรับตลอดสองข้างทาง ถือเป็นการอวยพรและรับพรในช่วงท้ายของพิธีการ

ประเพณีนี้ของชาวภูเก็ต ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายจีนได้ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมากว่า 200 ปี ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งศรัทธา ความเชื่อ และวิถีชีวิตที่สืบทอดต่อกันมายาวนาน นอกจากนั้นยังเป็นแม่เหล็กในการสร้างเม็ดเงินสะพัดด้านการท่องเที่ยวได้อย่างดีด้วย เพราะพฤติกรรมการท่องเที่ยวในปัจจุบัน นักท่องเที่ยวมีความสนใจและความต้องการเฉพาะด้านมากๆ ต้องการรับประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบหาที่ใดทดแทนไม่ได้ ซับคัลเจอร์ของประเทศไทยจึงตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะเจาะจงแบบนี้ของนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

อีกด้านถือเป็นการตอบโจทย์รูปแบบการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาที่ ททท.กำลังพยายามปลุกปั้นอย่างเต็มที่ โดยการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา แบ่งออกได้เป็น 2 แบบ คือ

1.การเดินทางท่องเที่ยวเพื่อจุดประสงค์ของการแสวงบุญ การเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนา ความเชื่อ และเพื่อยกระดับทางจิตวิญญาณของตน ส่วนใหญ่มักจะเป็นการเดินทางระยะไกล ใช้ระยะเวลานาน ยกตัวอย่างเช่น การเข้าร่วมพิธีฮัจย์ที่เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีสำหรับผู้นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งควรเข้าร่วมอย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิต โดยในแต่ละปีมีคนเข้าร่วมมากกว่า 2 ล้านคนจากทั่วโลก

2.การเดินทางเพื่อเยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางศาสนา และสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ที่มาจากความเชื่อ ความชื่นชอบ และความศรัทธา ซึ่งไม่ใช่เฉพาะทางด้านศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่จะรวมไปถึงทางด้านศิลปะ สถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ และสถานที่ของบรรพบุรุษหรือถิ่นกำเนิดดั้งเดิม ซึ่งกรณีนี้นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเยี่ยมชมอาจไม่ได้นับถือศาสนานั้นๆ เป็นแต่เพียงความสนใจ ยกตัวอย่างเช่น โบสถ์ในประเทศอิตาลี ที่เป็นสถาปัตยกรรมล้ำค่า ที่มาพร้อมกับงานศิลปะที่มีชื่อเสียงมากมาย กรุงเยรูซาเล็ม ประเทศอิสราเอล ที่ถือเป็นศูนย์กลางของศาสนายิวคริสเตียน และอิสลาม

ส่วนประเทศไทย มีตัวอย่างที่ชัดเจนมากๆ เช่นกัน คือ การจัดแพคเกจทัวร์ไหว้พระ 9 วัด ทัวร์เดินทางสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในหลายจังหวัดทั่วประเทศไทย และการทำบุญในสถานที่ต่างๆ ทั้งงานกินเจ งานบุญบั้งไฟพญานาค งานแห่เทียนพรรษา และงานชักพระ ทั้งหมดถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ที่สามารถแรงจูงใจในการเดินทางของนักท่องเที่ยว สรรสร้างเป็นเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจหลากหลายช่องทาง

เชื่อว่าเทศกาลกินเจ ปี 2570 ตรงกับช่วง 30 กันยายน-8 ตุลาคม ‘ภูเก็ต’ จะเป็นหนึ่งจังหวัดที่นักท่องเที่ยวจดบันทึก ว่าไม่ควรพลาด

ความคิดเห็น