คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangอุตรดิตถ์ · เปลี่ยน

นักวิชาการเตือน ค.ศ. 2050 กทม. จมน้ำถาวร 1 ใน 3 แนะรัฐบาลทำงานเชิงรุก เลิกถอดบทเรียน

ที่มา: ไทยรัฐ

นักวิชาการเตือนปี ค.ศ. 2050 กทม. จมน้ำถาวร 1 ใน 3 แนะรัฐบาลเลิกถอดบทเรียน เร่งทำงานเชิงรุก จี้ปฏิรูปแผนน้ำชาติ “สิตางศุ์” ลั่นหาก “อนุทิน” ไม่เปลี่ยนวิธีคิด เราอาจต้องเปลี่ยนผู้นำประเทศแทน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 7 ตุลาคม 2569 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดงานเสวนาในหัวข้อ “หยุดวงจรน้ำท่วมซ้ำซาก ทางออกประเทศไทยสู่การบริหารน้ำระยะยาว” ที่โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร โดยมีผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการด้านบริหารจัดการน้ำ อาทิ รศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า วิศวกรรมทรัพยากรน้ำ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ, ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมาร่วมเสนอ

ดร.สนธิ กล่าวว่า องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) รวมทั้ง ธนาคารโลก และกรีนพีซ เคยเตือนว่ากรุงเทพมหานครมีพื้นที่เสี่ยงจมน้ำหรือท่วมสูงถึงร้อยละ 40-96 เนื่องจากแผ่นดินทรุดตัวปีละ 1-2 เซนติเมตร (ซม.) จากการก่อสร้างอาคารบนดินอ่อน ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยหนุนสูงเฉลี่ยปีละ 4 มิลลิเมตร (มม.) ประกอบกับน้ำเหนือ Rain-Flood และรูปทรงเมืองที่เป็นแอ่งกระทะ ต้องพึ่งพาการสูบน้ำเพียงอย่างเดียวเหมือนกรณีวัดขุนสมุทราวาส ต.แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ที่ถูกน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งจนวัดตั้งอยู่กลางทะเลห่างจากฝั่งถึง 1 กิโลเมตร (กม.)

นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) และ Change Center จัดอันดับให้กรุงเทพฯ เป็น 1 ใน 6 เมืองของโลกที่มีความเสี่ยงจมน้ำสูง และจัดเป็นเมืองเสี่ยงน้ำท่วมใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากจาการ์ตา เม็กซิโกซิตี และโฮจิมินห์ คาดการณ์ว่าในปี ค.ศ. 2050 ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยจะหนุนสูงขึ้น 20-30 ซม. ถึงสูงสุด 75 ซม. ส่งผลให้ 1 ใน 3 ของพื้นที่กรุงเทพฯ จมอยู่ใต้น้ำอย่างถาวร ประชากรราว 11 ถึง 12 ล้านคนเสี่ยงต้องอพยพย้ายถิ่น โดยมีพื้นที่ชายฝั่งอย่างบางขุนเทียน สมุทรปราการ และสมุทรสาคร เป็นด่านแรกที่ได้รับผลกระทบ

ส่วนแนวทางแก้ไข รัฐบาลต้องเร่งฟื้นฟูพื้นที่รับน้ำเพิ่มอุโมงค์ระบายน้ำยักษ์และแก้มลิงใต้ดิน เพิ่มพื้นที่สีเขียว ปลูกป่าชายเลน และใช้วัสดุซึมซับน้ำ พร้อมใช้มาตรการทางภาษีควบคุม เช่น ลดภาษีให้พื้นที่ซึมน้ำและเก็บภาษีบ้านที่ปูซีเมนต์เต็มพื้นที่ เข้มงวดผังเมืองห้ามสร้างอยู่อาศัยในพื้นที่น้ำหลาก การหยุดเจาะน้ำบาดาลเพื่อลดแผ่นดินทรุด และการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่แม่นยำด้วยดาวเทียม ข้อมูล Big Data และเทคโนโลยี AI แจ้งเตือนตรงสู่พื้นที่

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเราล้มเหลวมาสี่เหตุการณ์แล้ว ตั้งแต่เชียงราย เชียงใหม่ หาดใหญ่ จนมาถึงกรุงเทพฯ รัฐบาลต้องเลิกถอดบทเรียนแล้วเปลี่ยนมาปฏิรูปโครงสร้างทันที ปัจจุบันหน่วยงานรับผิดชอบกระจายอยู่คนละกระทรวง ทั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) อยู่สำนักนายกรัฐมนตรี กรมชลประทาน อยู่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA อยู่อีกกระทรวง และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) อยู่กระทรวงมหาดไทย

กว่าจะทำหนังสือราชการข้ามหน่วยงานก็สายเกินไป เราต้องเปลี่ยนจากมาตรการตั้งรับรอเยียวยา เป็นมาตรการเชิงรุกที่มีความแม่นยำด้วยเทคโนโลยี สร้างศูนย์บัญชาการที่มีอำนาจสั่งการข้ามกระทรวงได้ทันที กระจายอำนาจและงบประมาณให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและท้องถิ่นเตรียมพร้อมก่อนเกิดภัย ไม่ใช่รอประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ แล้วค่อยกดปุ่มสู้ภัยในขณะที่ประชาชนจมน้ำไปแล้ว

ทางด้าน รศ.ดร.เสรี กล่าวว่า ถึงเวลาที่ต้องรื้อฟื้นและปฏิรูปแผนยุทธศาสตร์ชาติรวมถึงแผนบริหารจัดการน้ำครั้งใหญ่ให้มีความยืดหยุ่น พร้อมชี้ว่า ที่ผ่านมามีการระบุถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติไว้ในแผนงาน แต่กลับขาดการนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง จึงต้องนำบทเรียนน้ำท่วมจากพื้นที่ต่างๆ เช่น หาดใหญ่ น่าน และสถานการณ์ปัจจุบัน มาปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการอย่างเร่งด่วน

บทเรียนที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ชี้ชัดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ ขณะเดียวกันระบบเตือนภัยน้ำท่วมต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นเป็นผู้แจ้งเตือนโดยตรง ซึ่งหากท้องถิ่นยังขาดแคลนเครื่องมือ รัฐบาลก็ต้องเข้าไปสนับสนุนเทคโนโลยีเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการเตือนภัยล่าช้าขึ้นอีก ที่สำคัญการนำเสนอข่าวสื่อมวลชนไม่ควรนำข้อมูลเก่ามาพาดหัวซ้ำจนสร้างความตระหนกแก่สังคม แต่ควรประเมินสถานการณ์บนพื้นฐานข้อเท็จจริง

จากนั้นกล่าวถึงสถานการณ์ลุ่มน้ำบางปะกง โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี จ.ฉะเชิงเทรา และ จ.นครนายก กำลังประสบปัญหาน้ำท่วมขังอย่างสาหัส ว่า จากการประเมินปริมาณน้ำค้างทุ่ง พบว่าปริมาณน้ำจากการคำนวณช่วงฝนตก 7 วัน อยู่ที่ประมาณ 1,300 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ส่วนสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ประเมินไว้อยู่ที่ 2,100 ล้าน ลบ.ม. เมื่อนำมาคิดค่ากึ่งกลางร่วมกันจะอยู่ที่ประมาณ 1,700 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งมีปริมาณเกือบเท่ากับ 2 เท่าของความจุเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ การระบายน้ำลงสู่แม่น้ำบางปะกงเป็นไปได้ช้าเนื่องจากลำน้ำแคบ มีความคดเคี้ยว พื้นที่ปลายน้ำมีความตื้นเขิน และมีปัจจัยน้ำทะเลหนุนสูง

หากพึ่งพาการระบายตามธรรมชาติที่มีอัตราการไหลเฉลี่ยในเดือนตุลาคมประมาณ 640 ลบ.ม.ต่อวินาที จะต้องใช้เวลานานถึง 30 วัน จึงต้องเร่งใช้เครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำ พร้อมเสนอให้พิจารณาระบายน้ำผ่านคลองรังสิต คลองประเวศบุรีรมย์ และคลองแสนแสบ เพื่อกระจายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาหากมีศักยภาพเพียงพอ ซึ่งอยู่ระหว่างการประเมินร่วมกับกรุงเทพมหานคร

ขณะที่ รศ.ดร.สิตางศุ์ ระบุว่า แม้จะมีการคาดการณ์ล่วงหน้าหลายปีว่ากรุงเทพมหานครเสี่ยงจมน้ำร้อยละ 40-96 ภายในปี 2573 แต่จนถึงปี 2569 ประเทศไทยยังคงขาดการดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ขณะที่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้รูปแบบฝนตกหนักและแช่ขังมีความรุนแรงยิ่งขึ้น กรมอุตุนิยมวิทยาให้ข้อมูลภาพใหญ่ แต่ในระดับพื้นที่ ทั้งกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ ยังขาดศักยภาพในการย่อยข้อมูลวิเคราะห์ฝนระดับพื้นที่

“กรุงเทพมหานครเคยจัดทำแบบจำลองฝนตก 300 มิลลิเมตรแบบหาดใหญ่ไว้ แต่ในสถานการณ์จริงกลับไม่ได้ถูกนำมาใช้งาน นอกจากนี้ ระบบท่อระบายน้ำของ กทม. ออกแบบไว้รับฝนได้ 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง แต่ปัจจุบันประสิทธิภาพเหลือเพียงร้อยละ 60 หรือรับได้จริงราว 40 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง เมื่อเผชิญขยะและน้ำเสียสะสม ฝนตกเพียง 20-30 มิลลิเมตรต่อชั่วโมงก็เกิดน้ำท่วมขัง จึงเตือนประชาชนอย่าเพิ่งย้ายสิ่งของลงชั้นล่างจนกว่าจะพ้นช่วงกลางเดือนตุลาคม”

รศ.ดร.สิตางศุ์ เผยต่อไปอีกว่า ขณะที่การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปัญหาอย่างมาก โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งปกติจะใช้วิธีการปรับเพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันไดและเว้นช่วง 7-10 วัน แต่ครั้งนี้เกิดการปล่อยน้ำอย่างกะทันหัน เนื่องจากมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ทุ่งและชุมชนปริมาณมาก ก่อนจะไหลมารวมที่สถานีวัดน้ำ C2 จังหวัดนครสวรรค์ และ C13 เขื่อนเจ้าพระยา ส่งผลให้กรมชลประทานมีเวลาบริหารจัดการเพียง 1-2 วัน

เมื่อไปดูงบประมาณบูรณาการบริหารจัดการน้ำของประเทศในปีล่าสุดมีประมาณ 60,762 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 5 แผนงานหลัก ได้แก่ น้ำอุปโภคบริโภค การป้องกันน้ำท่วม การพัฒนาแหล่งน้ำ สิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการ พบว่า หลายปีที่ผ่านมา งบประมาณส่วนใหญ่ถูกทุ่มไปที่การสร้างสิ่งก่อสร้างในแผนงานป้องกันน้ำท่วมและพัฒนาแหล่งน้ำ ขณะที่แผนงานการบริหารจัดการกลับได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อยที่สุด

อยากเสนอให้ภาครัฐปรับเปลี่ยนการลงทุนจากการเน้นสร้างสิ่งก่อสร้าง มาเป็นการพัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจที่นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลน้ำแบบบูรณาการอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องการเกษียณอายุ จัดสรรงบประมาณตามที่พื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ สิ่งสำคัญที่สุดคือผู้บริหารและผู้นำประเทศต้องเปลี่ยนวิธีคิด หากผู้นำประเทศยังไม่รู้ว่าจุดอ่อนของตัวเองอยู่ตรงไหน หรือไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไร แล้วคิดว่ารู้ทุกอย่าง ถ้าผู้นำประเทศไม่เปลี่ยนวิธีคิด เราอาจจะต้องเปลี่ยนผู้นำประเทศแทน.

ความคิดเห็น