คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangอุดรธานี · เปลี่ยน

ศุลกากรชงด่วนพาณิชย์ ห้ามนำเข้าเศษโลหะ-ยาง เผยปีนี้จับกุมได้ 10.29 ล้าน

ที่มา: มติชน

ศุลกากรชงด่วนพาณิชย์ ห้ามนำเข้าเศษโลหะ-ยาง เผยปีนี้จับกุมได้ 10.29 ล้าน

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม กรมศุลกากรได้ทำหนังสือด่วนที่สุดถึงกรมการค้าต่างประเทศ เสนอมาตรการให้กำหนด เศษโลหะ และเศษยาง เป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อแก้ปัญหาซากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายลักลอบทะลักเข้าประเทศขั้นเด็ดขาด หลังตรวจพบสถานประกอบการและสถานที่เก็บกากอุตสาหกรรม ซากอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผิดกฎหมายในหลายพื้นที่ ก่อให้เกิดการรั่วไหลของสารเคมี มลพิษทางอากาศ และสร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชน และเกิดกระแสสังคมเรียกร้องให้ภาครัฐออกมาตรการขั้นเด็ดขาด

นายพันธ์ทอง กล่าวว่า ทั้งนี้ ข้อมูลการตรวจสอบสถิติการนำเข้าช่วงเดือน มกราคม ถึง กันยายน 2569 พบว่า มีการนำเข้าเศษเหล็ก เศษอะลูมิเนียม และเศษทองแดง รวมมูลค่าสูงถึง 71,193 ล้านบาท ปริมาณรวมไม่น้อยกว่า 2.76 ล้านตัน หรือเฉลี่ยมากถึง 14,600 ตู้คอนเทนเนอร์ต่อเดือน โดยมีปริมาณเศษเหล็กมากสุด 2.12 ล้านตัน ประมาณ 10,279 ตู้ต่อเดือน

“แม้กระทรวงพาณิชย์จะเคยประกาศห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ปี 63 แต่กลุ่มผู้กระทำผิดได้อาศัยช่องว่างของการนำเข้าเศษโลหะและเศษยางในการสำแดงเท็จหรือซุกซ่อนขยะพิษมากับเศษโลหะ ซึ่งกรมศุลกากรได้พยายามตรวจสอบเข้มงวดมาตลอด ซึ่งในปีงบ 69 จับกุมของเสียอันตราย และขยะอิเล็กทรอนิกส์ถึง 10.29 ล้านกิโลกรัม และผลักดันส่งกลับแล้ว 5.29 ล้านกก. แต่กรมฯ ก็ไม่สามารถสุ่มเปิดตรวจได้ทุกตู้ เนื่องจากจะกระทบต่อต้นทุนและระยะเวลาในการตรวจปล่อยสินค้าของภาคอุตสาหกรรม” นายพันธ์ทอง กล่าว

นายพันธ์ทอง กล่าวว่า เพื่อตัดวงจรขยะพิษอย่างยั่งยืน กรมศุลกากรเสนอให้ร่วมมือกับกรมควบคุมมลพิษและกรมโรงงานอุตสาหกรรม ในการออกประกาศห้ามนำเข้าเศษโลหะพิกัด 72.04, 74.04, 76.02 และเศษยางพิกัด 40.04 ในแนวทางเดียวกับเศษพลาสติก พร้อมกำหนดระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 6-12 เดือน เพื่อลดผลกระทบต่อโรงงานหลอมและแปรรูปโลหะในประเทศ 41 ราย ที่ยังจำเป็นต้องใช้วัตถุดิบนำเข้า

นายพันธ์ทอง กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการควบคุมในช่วงเปลี่ยนผ่าน กรมศุลกากรเสนอให้กำหนดให้เศษโลหะและเศษยางเป็นสินค้าต้องขออนุญาต โดยให้สิทธิเฉพาะผู้ประกอบกิจการโรงงานที่ใช้เป็นวัตถุดิบจริงเท่านั้น ไม่อนุญาตให้พ่อค้าคนกลางนำเข้า รวมถึงต้องมีการประเมินว่าวัตถุดิบในประเทศไม่เพียงพอจริงๆ นอกจากนี้ ผู้นำเข้าต้องมีใบรับรองการตรวจสอบก่อนส่งออกทุกครั้ง และต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการส่งกลับทันทีหากตรวจพบซากอิเล็กทรอนิกส์ปะปน

นายพันธ์ทอง กล่าวด้วยว่า พร้อมกันนี้ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งประเมินความเพียงพอของวัตถุดิบในประเทศและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพื่อใช้ประกอบการกำหนดวันบังคับใช้การห้ามนำเข้าอย่างเด็ดขาดและเตรียมมาตรการรองรับที่เหมาะสม ตลอดจน ควรมีการจัดตั้งกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างใกล้ชิดระหว่าง 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมศุลกากร กรมการค้าต่างประเทศ กรมควบคุมมลพิษ และกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อกำกับการอนุญาตในระยะเปลี่ยนผ่าน และเฝ้าระวังการสับเปลี่ยนพิกัดสินค้าเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมายหลังมาตรการมีผลบังคับใช้

นายพันธ์ทอง กล่าวในตอนท้ายว่า กรมศุลกากรย้ำว่า ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและเฝ้าระวังการสำแดงเท็จข้ามพิกัด เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นถังขยะรองรับของเสียอันตรายจากต่างประเทศ พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการประเมินความเพียงพอของวัตถุดิบในประเทศอย่างรอบคอบ เพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อม สุขภาพประชาชน และรักษาเสถียรภาพของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

ความคิดเห็น