เมื่อวันที่ 19 ต.ค. กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า กรมทรัพยากรธรณี เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบสิ่งที่เชื่อว่าเป็นซากดึกดำบรรพ์ประเภทรอยเท้า จ.อุดรธานี
ตามที่กรมทรัพยากรธรณีได้รับทราบข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊กกลุ่ม “นี่ตัวอะไร” กรณีมีผู้พบสิ่งที่มีลักษณะคล้ายรอยเท้าไดโนเสาร์ในพื้นที่ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี โดยเบื้องต้นลักษณะที่ปรากฏคล้ายรอยเท้าของไดโนเสาร์กินเนื้อ
ทั้งนี้ กรมทรัพยากรธรณีได้ประสานข้อมูลกับผู้ค้นพบ และเตรียมมอบหมายให้กองคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ และสำนักงานทรัพยากรธรณีเขต 2 ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในวันที่ 20 ต.ค. 2569 นี้
ขณะที่เฟซบุ๊กสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 อุดรธานี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูหินจอมธาตุ-ภูพระบาท (เตรียมการ) นำทีมสำรวจรอยเท้าไดโนเสาร์ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูหินจอมธาตุ-ภูพระบาท เวลา 09.00 น. นายวินัย ทองปั้น หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูหินจอมธาตุ-ภูพระบาท (เตรียมการ) พร้อมคณะเจ้าหน้าที่เข้าสำรวจรอยเท้าไดโนเสาร์บริเวณท้องที่หน่วยพิทักษ์ฯ ภธ.3 (ภูพระบาท) บ้านติ้ว ต.เมืองพาน อ.บ้านผือ จังหวัดอุดรธานี เบื้องต้นพบรอยเท้าไดโนเสาร์ 4 รอย ความกว้าง 32 ซม. ความยาว 32 ซม. ระยะห่างของรอยเท้าไดโนเสาร์ 80 ซม.
ที่มา : นายวินัย ทองปั้น หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูหินจอมธาตุ-ภูพระบาท (เตรียมการ) จ.อุดรธานี
ด้านนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมอุทยานฯ ร่วมกับกรมทรัพยากรธรณี เร่งลงพื้นที่สำรวจซากดึกดำบรรพ์อย่างเร่งด่วน หลังรับรายงานการพบรอยเท้าสัตว์โบราณในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูหินจอมธาตุ-ภูพระบาท (เตรียมการ) อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี โดยนายวินัย ทองปั้น หัวหน้าอุทยานแห่งชาติฯ ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าสำรวจพื้นที่เพิ่มเติมบริเวณท้องที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ภธ.3 (ภูพระบาท) บ้านติ้ว ต.เมืองพาน สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 17 ต.ค. ที่ผ่านมา นายพิชัย ประเทศเสนา ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาชมธรรมชาติในเส้นทางศึกษาธรรมชาติของอุทยานฯ และสังเกตเห็นรอยหินลักษณะคล้ายรอยเท้าสัตว์โบราณบริเวณลำธารที่มีน้ำไหลผ่าน จึงถ่ายภาพเผยแพร่ลงในสื่อสังคมออนไลน์ จนเกิดการวิเคราะห์ในวงกว้างและนำไปสู่การลงพื้นที่ตรวจสอบในครั้งนี้ โดยจากการสำรวจเพิ่มเติมรอบบริเวณลานหินทราย พบรอยเท้าสัตว์โบราณประทับชัดเจนรวม 4 รอย แต่ละรอยมีความกว้างและความยาวประมาณ 32 ซม. และมีระยะห่างระหว่างรอยเท้าคงที่ 80 ซม. ซึ่งสะท้อนถึงจังหวะการเดินของสัตว์ขนาดใหญ่ในอดีต
“ภายหลังจากได้รับรายงานการค้นพบสิ่งที่มีลักษณะคล้ายรอยเท้าไดโนเสาร์ในเขตอุทยานฯ ภูหินจอมธาตุ-ภูพระบาท (เตรียมการ) ได้สั่งการทันทีให้กรมอุทยานฯ บูรณาการทำงานร่วมกับกรมทรัพยากรธรณี จัดส่งทีมนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญเข้าสำรวจและคุ้มครองพื้นที่ เนื่องจากพื้นที่อำเภอบ้านผือ ถือเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ธรณีวิทยา และโบราณคดีของประเทศ การค้นพบครั้งนี้จึงเป็นหลักฐานทางธรรมชาติที่ทรงคุณค่า ซึ่งกระทรวงฯ มุ่งหวังจะต่อยอดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางวิชาการและพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนท้องถิ่นต่อไป” นายสุชาติ กล่าว
ส่วนนายยงยุทธ นาควิโรจน์ อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวว่า ได้รับรายงานจากนายวินัย ทองปั้น หัวหน้าอุทยานฯ ภูหินจอมธาตุฯ โดยจุดที่พบรอยเท้าตั้งอยู่ในเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (SMART Patrol) เคยพบเห็นจุดดังกล่าวมาแล้ว แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัด กระทั่งมีภาพเผยแพร่และได้รับความสนใจ เจ้าหน้าที่จึงเข้าสำรวจพื้นที่โดยรอบเพิ่มเติมอย่างละเอียดจนพบรอยที่มีลักษณะใกล้เคียงกันรวม 4 รอย ทั้งนี้ สภาพแวดล้อมทางธรณีวิทยาในจุดที่ค้นพบ คาดว่าเป็นชั้นหินทรายในกลุ่มหินโคราชที่มีอายุหลายสิบล้านปี โดยทางอุทยานฯ ได้จัดทำแนวกั้นพื้นที่เฝ้าระวัง จัดทำบันทึกพิกัดดาวเทียม (GPS) และรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นเสนอรายงานต่อกรมอุทยานแห่งชาติฯ เรียบร้อยแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้รอยเท้าได้รับความเสียหายจากปัจจัยทางธรรมชาติและการรบกวนของมนุษย์
สำหรับขั้นตอนต่อไป กรมทรัพยากรธรณี โดยกองคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ และสำนักงานทรัพยากรธรณีเขต 2 เตรียมส่งทีมนักธรณีวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านซากดึกดำบรรพ์ ลงพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เพื่อตรวจพิสูจน์ข้อเท็จจริงทางวิชาการอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 ต.ค. นี้ เพื่อจำแนกอนุกรมวิธาน ระบุสายพันธุ์ ซึ่งเบื้องต้นสันนิษฐานว่าอาจเป็นไดโนเสาร์กินเนื้อ ตลอดจนประเมินขนาดลำตัวและช่วงอายุที่แน่ชัด หากผลการพิสูจน์ยืนยันความชัดเจน ทางหน่วยงานจะร่วมกันวางแผนยกระดับพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรณีวิทยา และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างยั่งยืนของจังหวัดอุดรธานีต่อไป