คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangอุดรธานี · เปลี่ยน

ภัทรพงษ์ เตือนสารหนู-ตะกั่ว ปนเปื้อนข้าวจากพื้นที่ใช้น้ำกก-น้ำสาย ย้ำเกษตรกรคือผู้เสียหาย ไม่ใช่ต้นเหตุ

ที่มา: มติชน

‘ภัทรพงษ์’ เตือนสารหนู-ตะกั่ว ปนเปื้อนข้าวจากพื้นที่ใช้น้ำกก-น้ำสาย จี้ ‘รัฐบาล’ เร่งตรวจรายแปลงก่อนออกสู่ตลาด ชี้เกษตรกรคือผู้เสียหาย ไม่ใช่ต้นเหตุ

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2569 นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงสถานการณ์การปนเปื้อนสารหนูและตะกั่วในผลผลิตข้าวและแกลบจากพื้นที่เพาะปลูกที่ใช้น้ำจากแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ว่า ผลการตรวจพบการปนเปื้อนเกินมาตรฐานในบางตัวอย่าง สะท้อนความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผลตรวจดังกล่าวเป็นผลผลิตจากฤดูเพาะปลูกที่ผ่านมาช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม

นายภัทรพงษ์ กล่าวต่อว่า นี่คือผลตรวจของข้าวฤดูที่แล้วผลเพิ่งออก แต่ตอนนี้ข้าวอยู่ในห้องครัวของใครไปแล้วบ้าง นี่คือความผิดพลาดของรัฐบาลที่ทำให้เราไม่มีทางหาคำตอบได้เลย ซึ่งปัญหามลพิษข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้านเกิดขึ้นต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน

นายภัทรพงษ์ กล่าวด้วยว่า แม้ภาคประชาสังคมจะเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไข และมีการนำประเด็นนี้เข้าสู่การอภิปรายในสภาแล้ว แต่รัฐบาลยังไม่มีมาตรการจัดการที่เพียงพอ ขณะที่ผลการตรวจน้ำชลประทาน ดินเพาะปลูก และผลผลิตข้าว เริ่มแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกันตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหาร

นายภัทรพงษ์ กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ได้เสนอให้รัฐบาลเร่งวางระบบเฝ้าระวังพื้นที่เพาะปลูกที่ใช้น้ำปนเปื้อน รวมถึงปรับปรุงคุณภาพดินก่อนการเพาะปลูก บำบัดน้ำตั้งแต่ต้นทางก่อนนำไปใช้ในการเกษตร สนับสนุนเกษตรกรให้ปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และจัดให้มีมาตรการเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ แต่ข้อเสนอเหล่านี้ยังไม่ได้รับการดำเนินการอย่างจริงจัง

นายภัทรพงษ์ กล่าวต่อว่า ข้อมูลผลตรวจชี้ให้เห็นว่า น้ำจากแม่น้ำสายมีสารหนูเกินค่าปลอดภัย 28 เท่า และตะกั่วเกิน 5 เท่า ขณะที่การตรวจดินในพื้นที่เพาะปลูก 20 แปลง พบ 11 แปลงมีสารหนูเกินเกณฑ์ นอกจากนี้ ผลตรวจข้าวและแกลบยังพบการปนเปื้อนสารหนูและตะกั่วเกินมาตรฐานในบางตัวอย่าง

นายภัทรพงษ์ กล่าวอีกว่า ตนขอตั้งข้อสังเกตว่า ความล่าช้าของผลตรวจส่วนหนึ่งเกิดจากการที่หน่วยงานไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณสำหรับการตรวจอย่างเพียงพอ จนต้องดึงงบจากโครงการอื่นมาใช้ และรอให้โครงการดังกล่าวดำเนินการเสร็จก่อน จึงจะสามารถตรวจข้าวจากพื้นที่เสี่ยงได้ ส่งผลให้การประเมินความปลอดภัยของผลผลิตล่าช้ากว่าความจำเป็นในการป้องกันความเสี่ยงต่อประชาชน

“ตอนนี้ความเสี่ยงตกอยู่ที่ประชาชน ที่เราไม่มีทางรู้เลยว่า ข้าวสารที่อยู่ในครัวของเราตอนนี้ปลอดภัยจริงๆ หรือไม่ เราจะเป็นครอบครัวที่ถูกหวยได้ข้าวที่ปนเปื้อนตะกั่วเกินมาตรฐานในพื้นที่น้ำกก มาทำลายสมองลูกๆ ของเราไหม หรือแจ็กพอตได้ข้าวที่ตรวจพบค่าสารหนูในแกลบสูงลิ่วไหม ซึ่งสะท้อนว่าต้นข้าวดูดสารหนูขึ้นมาสูงมาก เมล็ดข้าวจากแปลงแบบนี้คือสิ่งที่ต้องตรวจทุกแปลงก่อนเข้าตลาด แต่กลับไม่มี” นายภัทรพงษ์กล่าว

นายภัทรพงษ์ กล่าวต่อว่า ตนขอเรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณฉุกเฉิน เพื่อดำเนินการตรวจผลผลิตเป็นรายแปลงก่อนนำออกสู่ตลาด แยกผลผลิตที่ไม่ผ่านมาตรฐานออกจากห่วงโซ่จำหน่าย พร้อมจัดมาตรการเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม เพื่อคุ้มครองทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิต นอกจากนี้ หลังสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยว รัฐบาลควรนำแผนที่พื้นที่เสี่ยงซึ่งกรมพัฒนาที่ดิน หน่วยงานเกษตรระดับอำเภอและจังหวัด และอนุกรรมาธิการมลพิษทางน้ำข้ามแดน ซึ่งมี นายธนพล เพ็ญรัตน์ ร่วมดำเนินการ มาประเมินและกำหนดมาตรการแก้ไขให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ทั้งการปรับปรุงดินและการสนับสนุนให้เปลี่ยนชนิดพืชเพาะปลูกเพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้อย่างปลอดภัย

“เกษตรกรไม่ใช่ต้นเหตุ แต่คือผู้เสียหายด่านแรก ทั้งใช้น้ำพิษทำนาและกินข้าวที่ตัวเองปลูกทุกวัน ข้าวส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากแปลงเสี่ยง อย่าเหมารวมหรือเลิกซื้อข้าวจากพื้นที่ไหน การตรวจรายแปลงที่ผมเรียกร้องจึงไม่ได้มีไว้คุ้มครองแค่ผู้บริโภค แต่มีไว้คุ้มครองเกษตรกรด้วย แปลงที่ผ่านมาตรฐานจะได้มีใบรับรองไว้ขายได้ราคา แปลงที่ไม่ผ่านต้องได้รับการเยียวยาเต็มที่ ไม่ใช่ให้ชาวนาแบกภาระแทนรัฐ และขอฝากถึงรัฐบาลว่าหากเห็นแก่ประชาชน ขอให้ทำงาน แต่หากทำงานไม่เป็น อย่าอายที่จะร้องขอ” นายภัทรพงษ์ กล่าว

ความคิดเห็น