ผู้ปกครองนักเรียน 62 คน ร้อง ปคบ. ถูกหลอกขายคอร์สเรียนจีน เสียหายกว่า 2.7 ล้านบาท หลังถูกลอยแพสนามบินสุวรรณภูมิ ยืนยันเดินหน้าเอาผิดแม้จ่ายเงินคืนเพราะเจตนาหลอกลวง
วันที่ 18 ต.ค. 2569 นายวุฒากร นุตยกุล สส.พรรคประชาชน จ.นนทบุรี พร้อมกลุ่มผู้ปกครองจากโรงเรียนใน จ.นนทบุรี และโรงเรียนอื่น ๆ เดินทางเข้าแจ้งความที่ บก.ปคบ. ศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
หลังได้รับความเสียหาย กรณีนักเรียน 62 คน ถูกหลอกขายคอร์สเรียนระยะสั้นและทัศนศึกษาที่ประเทศจีน ก่อนถูกลอยแพกลางสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา
ตัวแทนผู้ปกครองรายหนึ่ง กล่าวว่า เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ผู้ปกครองรับทราบโครงการจากโรงเรียน ซึ่งแจ้งว่าเป็นโครงการแลกเปลี่ยนระยะสั้น 13 วัน เพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมจีน จัดร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยนักเรียนจะได้รับใบรับรองการเข้าร่วมโครงการ (Certificate) เพื่อใช้ประกอบการขอทุนการศึกษาในอนาคต
โรงเรียนให้ผู้ปกครองโอนเงินค่าร่วมโครงการเป็นก้อนในเดือนมิถุนายน คนละ 39,900 บาท ส่วนโรงเรียนอื่นมีเงื่อนไขการชำระเงินต่างกัน บางแห่งสามารถผ่อนจ่ายได้ โดยผู้ปกครองโอนเงินให้โรงเรียน ก่อนที่โรงเรียนจะโอนต่อให้ ดร. ผู้จัดโครงการ ซึ่งทุกครั้งที่มีการโอน โรงเรียนจะส่งหลักฐานให้ผู้ปกครองตรวจสอบ
ต่อมาในเดือนสิงหาคม โรงเรียนได้เพิ่มผู้ปกครองเข้ากลุ่มสนทนาขนาดใหญ่ ซึ่งมี ดร. ผู้ดำรงตำแหน่งใน สพฐ. และทีมงานเข้าร่วม โดยทีมงานเป็นผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการดังกล่าวมาก่อน
จากนั้นมีการประชุมใหญ่ 4 ครั้ง ครั้งแรกเป็นการชี้แจงรายละเอียดโครงการ โดยผู้จัดนำเสนอว่าโครงการน่าสนใจ มีความร่วมมือกับหลายโรงเรียน และต้องการสนับสนุนให้นักเรียนได้เรียนรู้ในต่างประเทศ ก่อนนำประสบการณ์กลับมาถ่ายทอดให้รุ่นน้อง
นอกจากนี้ ดร. ยังยกตัวอย่างหลายกรณีที่เคยพานักเรียนไปต่างประเทศจนประสบความสำเร็จและได้รับทุนการศึกษา ทำให้ผู้ปกครองเกิดความเชื่อมั่น
ส่วนการประชุมครั้งที่ 2-4 เป็นการชี้แจงการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ โดย ดร. และทีมงานเป็นผู้นำประชุมและตัดสินใจ
หลังการประชุมครั้งแรก ผู้ปกครองเคยขอดูเอกสารการจองตั๋วเครื่องบิน เนื่องจากต้องการซื้อน้ำหนักสัมภาระเพิ่ม เพราะกำหนดไว้คนละ 20 กิโลกรัม ซึ่งหลายคนกังวลว่าไม่เพียงพอ ผู้จัดแจ้งว่าสามารถซื้อเพิ่มได้ แต่ต้องรอให้ทีมงานจัดการเรื่องตั๋วให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึงจะส่งเอกสารการจองให้ อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองไม่เคยได้รับเอกสารดังกล่าว และติดตามสอบถามมาโดยตลอด
สำหรับการเปลี่ยนแปลงโครงการในการประชุมครั้งที่ 2 ผู้จัดแจ้งว่ายกเลิกแผนการพักที่เมืองซีอานตลอด 13 วัน เปลี่ยนเป็นพักที่ซีอาน 3-4 วัน ก่อนเดินทางต่อไปยังกรุงปักกิ่ง โดยอ้างว่าฝั่งซีอานไม่สามารถจัดกิจกรรมระยะยาวได้
กระทั่งวันที่ 14 ต.ค. ผู้ปกครองเริ่มไม่มั่นใจว่าโครงการจะเกิดขึ้นจริง เนื่องจากยังไม่ได้รับเอกสารการเดินทาง ดร. และทีมงานจึงจัดประชุมใหญ่อีกครั้งในเวลา 20.00-22.00 น. โดย ดร. ยืนยันว่าเที่ยวบินจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง พร้อมรับประกันด้วยชื่อเสียงของตนเอง
ผู้จัดแบ่งนักเรียนออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก 50 คน นัดพบที่สนามบินสุวรรณภูมิเวลา 15.00 น. เพื่อขึ้นเครื่องบินสายการบินเวียตเจ็ทเวลา 17.00 น. ส่วนกลุ่มที่ 2 จำนวน 20 คน นัดพบเวลา 21.00 น. เพื่อขึ้นเครื่องบินสายการบินไห่หนานเวลา 00.00 น.
เมื่อถึงวันเดินทาง กลุ่มแรกเดินทางถึงสนามบิน ก่อนแจ้งในกลุ่มว่าไม่มีตั๋วเครื่องบิน เมื่อตรวจสอบกับสายการบินพบว่าไม่มีทั้งตั๋ว การจอง และการชำระเงิน ผู้ปกครองจึงสอบถามผู้จัด ซึ่งอ้างว่าสายการบินยกเลิกเที่ยวบินของทั้ง 2 กลุ่ม ทำให้ไม่สามารถเดินทางได้ กลุ่มที่ 2 จึงยังไม่ได้ออกจากบ้านไปสนามบิน
ผู้จัดเสนอทางเลือก 2 ข้อ ได้แก่ เลื่อนการเดินทางเป็นวันที่ 18 ต.ค. หรือยกเลิกโครงการและคืนเงินเต็มจำนวนภายในวันที่ 18 ต.ค. โดยเปิดให้ผู้ปกครองตัดสินใจ ผู้ปกครองทั้งหมดเลือกยกเลิกและขอเงินคืน แต่ได้รับคืนในวันนั้นเพียง 10,000 บาท โดยผู้จัดอ้างว่าจะคืนเงินส่วนที่เหลือให้ครบภายในวันที่ 19 ต.ค.
ความเสียหายรวมกว่า 2.7 ล้านบาท ครอบคลุมนักเรียน 62 คน และครูอีก 8 คน รวม 70 คน
ผู้ปกครองเชื่อมั่นในโครงการเพราะโรงเรียนเป็นผู้ดำเนินการ รวมถึงการจองผ่านโรงเรียนหรือครู ผู้ปกครองจึงเชื่อว่าครูมีประสบการณ์ เนื่องจากโรงเรียนเคยแจ้งว่าได้ร่วมงานกับ ดร. มาแล้ว 2-3 ครั้ง โดยไม่มีปัญหา ลักษณะการร่วมงานคล้ายการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างโรงเรียนกับสถาบัน
ส่วนความกังวลในขณะนี้ คือเรื่องเอกสารส่วนบุคคล เนื่องจากผู้จัดขอสำเนาสูติบัตร หนังสือเดินทาง และเอกสารยินยอมจากผู้ปกครอง จึงกังวลว่าข้อมูลอาจรั่วไหลไปยังประเทศจีน และถูกนำไปสวมสิทธิ์หรือใช้ในทางมิชอบในประเทศไทยหรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีความกังวลต่อโครงการลักษณะเดียวกันในอนาคต แต่เหตุการณ์ครั้งนี้จะทำให้ผู้ปกครองรอบคอบมากขึ้น
ยืนยันว่า ไม่ได้มีเจตนาทำให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง เพราะเชื่อว่าทุกโรงเรียนตั้งใจให้เด็กได้รับประโยชน์สูงสุด โดยที่ผ่านมาโรงเรียนได้แสดงความรับผิดชอบตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ ด้วยการพาผู้ปกครองเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจนครบาล
แต่เมื่อเกิดความผิดพลาด ผู้ปกครองต้องการให้ผู้เกี่ยวข้องรับผิดชอบโดยตรงและอย่างสมเหตุสมผล โดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อนักเรียนที่ตั้งใจไปศึกษาต่อ เพราะเด็ก ๆ ไม่ได้สมัครโครงการเพื่อท่องเที่ยว แต่ต้องการศึกษาดูงานและเรียนรู้ เพื่อนำไปต่อยอดขอทุนการศึกษา ความตั้งใจของเด็กจึงได้รับผลกระทบอย่างมาก จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือเยียวยานักเรียน และให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ปกครองและทุกโรงเรียน
แม้ ดร. จะคืนเงินครบจำนวน ก็จะดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะมองว่าพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าอาจไม่ได้ตั้งใจจองตั๋วหรือประสานงานการเดินทางตั้งแต่แรก ซึ่งเป็นการทำร้ายความรู้สึกของเด็กและอาจทำให้ภาพลักษณ์การศึกษาไทยเสียหาย
ส่วน สพฐ. ยังไม่ได้มีการพูดคุยกันโดยตรง แต่ผู้ปกครองต้องการเจรจาหาแนวทางช่วยเหลือและเยียวยาร่วมกัน
สุดท้ายนี้ ตัวแทนผู้ปกครองเรียกร้องให้ ดร. ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงและเหตุผลที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เนื่องจากขณะนี้ไม่สามารถติดต่อได้แล้ว
ด้าน ตัวแทนผู้ปกครองอีกราย กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้ติดต่อมหาวิทยาลัยในประเทศจีนและได้รับข้อมูลว่า ผู้จัดเคยติดต่อมหาวิทยาลัยจริง แต่ไม่มีเอกสารที่มีตราประทับของโรงเรียนในไทย และไม่มีการลงนามสัญญาใด ๆ ทำให้มหาวิทยาลัยไม่สามารถดำเนินการต่อได้
ขณะที่ นายวุฒากร กล่าวว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ปกครองและพนักงานเอกชน กรณีซื้อทัวร์ไปเรียนภาษาจีนในต่างประเทศ ก่อนบริษัทผู้จัดยกเลิกการเดินทางก่อนวันเดินทาง ทำให้มีผู้เสียหาย จึงนัดรวมตัวกันเข้าแจ้งความในวันนี้
โดยในวันที่ 22 ต.ค. คณะกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภคฯ จะส่งหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้เสียหาย เพื่อเชิญมาให้ข้อมูลที่รัฐสภา เพื่อหารือถึงปัญหาและแนวทางแก้ไขต่อไป