เลขาฯ ป.ป.ท.เผย “ภราดร” เข้มสั่งตรวจสอบจนท.รัฐ ทุจริตเอี่ยวพ่อทิพย์ อึ้ง พบทะเบียนบ้านมีชื่ออาศัยกว่า 200 รับจ้าง 9 พันบาท จดทะเบียนสมรส-หย่า อำพราง
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 27 ต.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เปิดเผยว่า ตนได้เข้าพบนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หลังวันเดียวกันนี้ กองบัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง กรมการปกครอง สำนักงาน ป.ป.ท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าบังคับใช้กฎหมายในปฏิบัติการ “ตัดบทพ่อทิพย์” ปราบปรามเครือข่ายทุจริตทางทะเบียนราษฎรและสัญชาติ จ้างชายไทยแอบอ้างเป็นบิดา (พ่อทิพย์) เพื่อให้บุตรคนต่างด้าวได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ โดยวันนี้คนที่กระทำความผิดอย่างน้อยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง
นายภูมิวิศาล กล่าวว่า สัปดาห์หน้านายภราดร จะไปมอบนโยบายที่สำนักงาน ป.ป.ท. ต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป ในการบังคับให้เจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบ ทั้งเรื่องของทะเบียนราษฎรและการดำเนินการใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตหรือผู้ใดที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องอยู่ในกรอบ
เมื่อถามว่า จากการปฏิบัติการครั้งนี้สาวไปถึงต้นตอหรือไม่ นายภูมิวิศาล กล่าวว่า เรื่องของต้นตออยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง อยู่ระหว่างการสืบสวนต้องขอสงวนไว้เพื่อให้เราได้ดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกต่อไปจะดีกว่า ซึ่งเราไม่สามารถบอกได้ว่าจะโยงไปถึงใครหรือเป็นอย่างไรต่อไป แต่สิ่งหนึ่งที่จะต้องมีความเข้มงวดและกวดขันกันมากคือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่และมีอำนาจ ทำไมถึงมีการปล่อยปละเรื่องนี้ให้เกิดเรื่องขึ้นมา จนมีผลกระทบต่อความมั่นคง ซึ่งต้องไม่ลืมว่าถ้าใครเข้ามาอยู่ในประเทศไทยแล้วได้สิทธิแบบนี้หมด อีกหน่อยก็จะมีพ่อทิพย์ แม่ทิพย์ และลูกทิพย์ เกิดขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงเศรษฐกิจ สังคม แล้วใครจะรับผิดชอบในส่วนนี้
นายภูมิวิศาล กล่าวว่า อย่างที่ตรวจสอบพบบางทะเบียนบ้านมีชื่อเป็นผู้พักอาศัยถึง 200 คน รวมถึงตรวจสอบพบผู้ที่เป็นพ่อทิพย์บางคนทำอาชีพขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง โดยได้รับค่าจ้างเพื่อจดทะเบียนสมรสอำพราง 5 พันบาท และต่อมาได้ไปจดทะเบียนหย่า ได้อีก 4 พันบาท รวม 9 พันบาท
นายภูมิวิศาล กล่าวว่า ฉะนั้น ต่อไปนี้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องดำเนินการให้อยู่ในร่องในรอย ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบตามหน้าที่และอำนาจ เมื่อถามว่า เจ้าหน้าที่ซึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องจะดำเนินการอย่างไร นายภูมิวิศาล กล่าวว่า ต้นสังกัดก็ต้องไปดำเนินการทางปกครองและวินัย ส่วน ป.ป.ท. จะรับดำเนินการในส่วนของคดีอาญา ตามอำนาจหน้าที่ ซึ่งวันนี้นายภราดร เรียกตนมาสั่งการและกำชับให้ลงไปตรวจสอบเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนกระทำความผิดในเรื่องนี้
เมื่อถามว่า จะมีการปฏิบัติการครั้งต่อไปอีกหรือไม่ เลขาธิการ ป.ป.ท. กล่าวว่า คงไม่ใช่แค่นี้แน่นอน เราคงต้องกดดันและเข้าบังคับใช้กฎหมายต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะสะสางปัญหานี้ เอาทุกอย่างขึ้นมาอยู่บนพื้นดินในสิ่งที่ถูกต้องได้