พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษชน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางกระบวนการพูดคุยสันติสุขชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะอย่างน่าสนใจ
โดยระบุว่าการแต่งตั้งผู้อำนวยความสะดวก เป็นสิทธิ์ของรัฐบาลมาเลเซีย แต่มีข้อสังเกตสำคัญคือ กระบวนการพูดคุยริเริ่มอย่างเปิดเผยมาตั้งแต่ปี 2556
สิ่งที่เห็นมาตลอดคือ ฝ่ายผู้อำนวยความสะดวกมาเลเซีย และคณะพูดคุยฝ่ายไทย เปลี่ยนตัวบุคคลอยู่เป็นประจำ แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ สถานการณ์ในพื้นที่ ขณะที่ฝ่ายผู้เห็นต่างที่มาร่วมโต๊ะก็ยังคงเป็นกลุ่มเดิม
พ.ต.อ.ทวีตั้งข้อสังเกตว่า ถึงเวลาแล้วที่กระบวนการสันติภาพ ต้องทำเป็นโครงสร้างที่ถาวร ไม่ใช่ปล่อยให้ขึ้นอยู่กับความรู้สึก หรือความต้องการว่าอยากจะเอาใครมาทำหน้าที่
หัวหน้าพรรคประชาชาติมีข้อเสนอแนะว่า รัฐบาลควรกลับมาทบทวนเชิงโครงสร้าง และกรอบกฎหมายอย่างจริงจัง หากออกพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ รัฐบาลก็ควรพิจารณาออก พ.ร.ก.สันติภาพ ขึ้นมาเช่นกัน
เพื่อเปิดพื้นที่และสร้างกลไกการพูดคุย มีการปรึกษาหารือกับภาคประชาชนอย่างแท้จริง เนื่องจากขณะนี้การที่คนถือปืนกับคนถือปืนมาคุยกัน จะไม่ถามประชาชนไม่ได้ ทุกคนต้องได้เป็นเจ้าภาพ ต้องให้ประชาชนเป็นเจ้าภาพด้วย
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องปัญหาความไม่เชื่อมั่นและไม่ไว้วางใจ ระหว่างรัฐกับประชาชน โดยเฉพาะปฏิบัติการข่าวสาร ที่สร้างความเกลียดชัง ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ดังนั้น เรื่องนี้ควรถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในวาระหลักบนโต๊ะพูดคุยสันติภาพด้วย
เป็นข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของพ.ต.อ.ทวี โดยเฉพาะประเด็นการออกพ.ร.ก.สันติภาพ ซึ่งถือมุมมองเรื่องใหม่
สถานการณ์ชายแดนภาคใต้ ผ่านมา 22 ปีแล้ว แต่การแก้ปัญหาเพื่อสร้างสันติภาพในพื้นที่ ยังไม่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในเร็ววัน จนเกิดตั้งคำถาม เป็นความล้มเหลวของรัฐไทยหรือไม่
แม้รัฐบาลปัจจุบัน จะแสดงเจตจำนงต้องการให้ชายแดนภาคใต้กลับสงบสันติ แต่ทว่าสถานการณ์ขณะนี้ยังคงมีเหตุเกิดขึ้นต่อเนื่อง อีกทั้งรัฐบาลเองก็ไม่มียุทธศาสตร์ในเชิงนโยบายที่ชัดเจน ยังคงปล่อยให้ระดับปฏิบัติจัดการกันเองเสียส่วนใหญ่
ส่วนกระบวนการพูดคุยสันติสุขที่หยุดชะงักไปชั่วคราวนั้น ก็เกิดคำถามเช่นกัน ได้เปิดกว้างแค่ไหน โดยเฉพาะเครือข่ายภาคประชาชนกลุ่มต่างๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างครอบคลุมมากน้อยแค่ไหน
ข้อเสนอการผลักดันพ.ร.ก.สันติภาพ การรับฟังเสียงประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนการปรับแก้กระบวนการพูดคุย จึงนับว่าน่าคิดและน่าสนใจ