รอยเลือดหยดเป็นทางยาว ปืนปากกา ลั่นใส่ท้องหนุ่ม พยายามพยุงร่างไปขอความช่วยเหลือจากพ่อแม่ ก่อนล้มลงเสียชีวิตสลดหลังบ้าน ตำรวจลงพื้นที่ตรวจสอบ
วันที่ 2 พ.ย.2569 พ.ต.อ.คมณ์เดช เปาะทอง รักษาราชการแทน ผกก.สภ.ห้วยยอด รับแจ้งเหตุมีคนถูกยิงเสียชีวิตที่บ้านหลังหนึ่ง ต.ห้วยนาง อ.ห้วยยอด จ.ตรัง จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมตำรวจชุดสืบสวน สภ.ห้วยยอด ชุดสืบสวน ภ.จว.ตรัง ตำรวจพิสูจน์หลักฐานตรัง เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิสยามรวมใจปู่อินทร์ จ.ตรัง และแพทย์เวร โรงพยาบาลห้วยยอด
ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูน 2 ชั้น ห่างจากหน้าบ้านไปหลังบ้านประมาณ 100 เมตร พบผู้เสียชีวิตชื่อ นายกิติศักดิ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 43 ปี สภาพศพสวมเสื้อยืดสีน้ำเงิน สกรีนข้างหลังสีขาว กางเกงยีนส์ขาสั้น สวมรองเท้าแตะ นอนคว่ำหน้าเสียชีวิต
ห่างออกไปประมาณ 4 เมตร พบอาวุธปืนปากกาที่แยกออกจากปลอกปากกา ตกอยู่ 1 อัน ปลอกปากกา ปลอกกระสุนที่ผ่านการยิง 1 อัน ภายในกระเป๋ากางเกง ยังพบกระสุนปืนจำนวน 2 นัด เจ้าหน้าที่จึงเก็บทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน และตรวจสอบเทียบเคียง โดยตามเส้นทางระหว่างอาวุธปืนปากกา กับศพผู้ตายมีร่องรอยเลือดหยดเป็นทางยาว
จากการชันสูตรพลิกศพพบว่า ถูกกระสุนปืนยิงเข้าบริเวณหน้าท้อง 1 นัด กระสุนทะลุปอด ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ เป็นเหตุให้เสียชีวิตดังกล่าว โดยน่าจะเสียชีวิตมาแล้ว 3-4 ชั่วโมง
ทั้งนี้ ผลการตรวจเทียบเคียงปลอกกระสุนปืนในรังเพลิงที่ผ่านการยิง กับกระสุนปืนที่เหลือพบว่าเป็นชนิดเดียวกัน ประกอบกับเจ้าหน้าที่ได้เร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณหน้าบ้าน พบขณะเกิดเหตุได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด แต่ไม่พบมีบุคคลภายนอกเข้าออกแต่อย่างใด
และผู้ตายก็ไม่เคยมีปัญหาขัดแย้งกับใคร ปกติเป็นคนเก็บตัว และทำสวนช่วยพ่อแม่ จึงคาดว่าเกิดจากอุบัติเหตุ ทางครอบครัวก็ไม่ได้ติดใจสาเหตุการตาย จึงได้นำนำศพไปประกอบพิธีทางศาสนาที่วัดวังหลาม ต.ห้วยนาง ต่อไป
ทั้งนี้ เดิมผู้ตายเคยประกอบอาชีพขับรถตู้รับส่งนักท่องเที่ยว ในพื้นที่อ่าวนาง จ.กระบี่ แต่หลังเกิดสถานการณ์โควิด จึงได้กลับบ้านและได้แยกทางกับภรรยาที่ จ.พัทลุง โดยมีลูกด้วยกัน 1 คน
จากนั้นผู้ตายได้กลับมาทำสวน และอาศัยอยู่กับพ่อ แม่ ที่บ้านหลังดังกล่าวรวม 3 คน ขณะเกิดเหตุคาดว่าผู้ตายน่าจะเดินเข้าไปในสวนปาล์มหลังบ้าน โดยที่พกอาวุธปืนปากกาติดตัวไปด้วย และเกิดอุบัติเหตุปืนปากกาลั่นกระสุนทะลุท้อง
โดยผู้ตายน่าจะพยายามพยุงร่างกายเดินกลับบ้านไปขอความช่วยเหลือจากพ่อและแม่ แต่ไปไม่ถึงจึงล้มลงเสียชีวิตดังกล่าว
ทั้งนี้ ขณะเกิดเหตุพบว่า พ่อกับแม่นอนหลับอยู่ภายในบ้าน จึงไม่มีใครได้ยินเสียงปืน ซึ่งปืนปากกาเสียงจะดังไม่มากเหมือนอาวุธปืนทั่วไป สร้างความเสียใจให้กับพ่อแม่และญาติพี่น้องเป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ถือเป็นอุทาหรณ์สำหรับคนที่มีอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ ชนิดปืนปากกา ไว้ในครอบครอง นอกจากผิดกฎหมายแล้ว ยังเสี่ยงอันตรายกับผู้พกพาและผู้อื่นด้วย เนื่องจากปืนปากกา ไม่มีระบบเซฟตี้ (Safety) ที่ได้มาตรฐาน ไม่มีกลไกห้ามไกหรือระบบป้องกันการลั่นที่ปลอดภัย
เมื่อพกพาใส่กระเป๋า เสื้อ กางเกง หรือซุกไว้ใต้หมอน หากมีการกระทบกระเทือน เลื่อนสปริง หรือถูกกดทับ จะทำให้กระสุนลั่นใส่ร่างกาย จนบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตได้