เจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร 4 คนเสียชีวิต ขณะปฏิบัติการดับไฟป่าในอุทยานแห่งชาติโบรโมเตงเกอร์เซเมรู บนเกาะชวาของอินโดนีเซีย ขณะที่อีก 2 คนได้รับบาดเจ็บจากไฟลวก เหตุไฟป่าที่ยืดเยื้อหลายเดือนทำให้เกิดหมอกควันพิษปกคลุมหลายพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้คุณภาพอากาศอยู่ในระดับอันตราย ประชาชนมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น ด้านนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์เตือนจะดำเนินคดีบริษัทที่มีส่วนรับผิดชอบต่อปัญหามลพิษข้ามพรมแดน
เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียเปิดเผยวันนี้ (16 ต.ค.) ว่า มีผู้เสียชีวิต 4 คน และบาดเจ็บอีก 2 คน ขณะร่วมปฏิบัติการดับไฟป่าและไฟบนพื้นที่เกษตรกรรมภายในอุทยานแห่งชาติโบรโมเตงเกอร์เซเมรู ในจังหวัดชวาตะวันออก บนเกาะชวา หลังไฟป่าลุกลามอย่างรวดเร็วและเกิดควันหนาทึบในพื้นที่
โฆษกตำรวจภูมิภาคชวาตะวันออก จูลส์ อับราฮัม อาบาส เปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตรายที่ 4 คือ เฮนดรา โรนี วิกายานาตา อายุ 25 ปี เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ ซึ่งเสียชีวิตหลังเข้ารับการรักษาอาการไฟลวกรุนแรงที่โรงพยาบาลในพื้นที่เมื่อวันที่ 15 ต.ค.
ก่อนหน้านี้ มีรายงานผู้เสียชีวิต 3 คน ได้แก่ ซูการิส อายุ 55 ปี เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ และเซฟรีเอล อาร์เดียนซาห์ อายุ 19 ปี กับวิสนู ยูดา ปราตามา อายุ 25 ปี ซึ่งเป็นอาสาสมัครจากพนักงานโรงแรมในพื้นที่ ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 คน คือผู้มีอักษรย่อ MI และ SI ถูกส่งต่อจากโรงพยาบาลในพื้นที่ไปยังโรงพยาบาลดร.โซเอตโม ในเมืองสุราบายา เพื่อรับการรักษาเพิ่มเติม
เหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. ของวันพฤหัสบดี โดยเจ้าหน้าที่อุทยาน สมาชิกเครือข่ายชุมชนเฝ้าระวังและช่วยดับไฟป่า และพนักงานโรงแรม รวม 12 คน เดินทางเข้าไปช่วยควบคุมเพลิงในบริเวณบูกิตเกมบัง ปุนจักซารี เมนติเกน และปูซุงลิงเกอร์ อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศแห้งและลมแรงทำให้เปลวไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว พร้อมเกิดควันดำหนาทึบที่บดบังทัศนวิสัยและทำให้การเคลื่อนย้ายเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างยากลำบาก
เมื่อเวลาประมาณ 13.30 น. เจ้าหน้าที่ที่อยู่บริเวณแนวรอบนอกได้รับแจ้งทางวิทยุว่าเพื่อนร่วมทีมบางส่วนติดอยู่ท่ามกลางเปลวไฟและกลุ่มควัน จึงเร่งเข้าไปช่วยเหลือ แต่พบผู้เสียชีวิต 3 คนในที่เกิดเหตุ ขณะที่อีก 3 คนได้รับบาดเจ็บจากไฟลวก และต่อมาหนึ่งในผู้บาดเจ็บเสียชีวิต ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 4 คน
เจ้าหน้าที่กระทรวงป่าไม้ของอินโดนีเซียระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงสูงของการปฏิบัติงานดับไฟป่าและไฟบนพื้นที่ดิน พร้อมย้ำว่าความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ต้องเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก
ขณะเดียวกัน กระทรวงป่าไม้รายงานว่า พบจุดความร้อนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในพื้นที่หลายแห่ง โดยตรวจพบจุดความร้อน 615 จุดใน 6 จังหวัดที่ถูกกำหนดเป็นพื้นที่เฝ้าระวังเร่งด่วน ทั้งนี้ จุดความร้อนเป็นบริเวณที่ดาวเทียมตรวจพบอุณหภูมิสูงผิดปกติ ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการเกิดไฟป่าหรือแหล่งความร้อนรุนแรงอื่น ๆ
ผลกระทบจากไฟป่าที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายเดือนทำให้หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญปัญหาหมอกควันและมลพิษทางอากาศรุนแรง โดยสิงคโปร์ประกาศเตรียมดำเนินมาตรการทางกฎหมายกับบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดไฟป่าในประเทศเพื่อนบ้าน
ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กล่าวว่า รัฐบาลจะดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดนของสิงคโปร์ หากมีเหตุอันควร พร้อมพิจารณาความร่วมมือกับประเทศอื่นเพื่อดำเนินมาตรการร่วมกัน แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม
หว่องยอมรับว่า สิงคโปร์ไม่สามารถควบคุมสภาพอากาศ กระแสลม หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนอกพรมแดนของประเทศได้โดยตรง แต่รัฐบาลจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องประชาชน พร้อมทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อแก้ไขต้นตอของปัญหาหมอกควัน
ข้อมูลจาก IQAir บริษัทติดตามคุณภาพอากาศระบุว่าวันที่ 16 ต.ค. สิงคโปร์ขึ้นเป็นเมืองใหญ่ที่มีมลพิษทางอากาศสูงที่สุดในโลกตามการจัดอันดับแบบเรียลไทม์ ตามด้วยกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซียในอันดับ 2 และกรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซียในอันดับ 6
ดัชนีคุณภาพอากาศของ IQAir ในสิงคโปร์พุ่งขึ้นแตะ 251 เมื่อเวลาประมาณ 04.00 น. ตามเวลามาตรฐานสากล ซึ่งอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมาก โดยระบบการประเมินของ IQAir กำหนดให้ค่าดัชนี 151–200 อยู่ในระดับไม่ดีต่อสุขภาพ 201–300 อยู่ในระดับไม่ดีต่อสุขภาพอย่างมาก และมากกว่า 300 อยู่ในระดับอันตราย
สิงคโปร์ประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดนในปี 2014 หลังเผชิญวิกฤตมลพิษทางอากาศรุนแรงในปี 2556 โดยกฎหมายดังกล่าวเปิดทางให้ดำเนินการกับบริษัทที่กิจกรรมในต่างประเทศก่อให้เกิดหรือมีส่วนทำให้ระดับหมอกควันในสิงคโปร์สูงจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
อย่างไรก็ตาม การเอาผิดบริษัทที่เกี่ยวข้องยังเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานต่างประเทศ รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแผนที่ระบุจุดเกิดไฟป่า ขณะที่ข้อพิพาทเรื่องสิทธิในที่ดินยังเพิ่มความซับซ้อนให้กับการสอบสวน
การสอบสวนบริษัทอินโดนีเซีย 4 แห่ง ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับวิกฤตหมอกควันในปี 2015 ยังคงเปิดดำเนินการอยู่ และเคยสร้างความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างสิงคโปร์กับอินโดนีเซีย นอกจากนี้ แนวทางการนำข้อพิพาทขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศที่กรุงเฮกยังมีข้อจำกัด เนื่องจากต้องได้รับความยินยอมจากอินโดนีเซียให้ศาลมีเขตอำนาจพิจารณาคดี
ทั้งนี้ สิงคโปร์ไม่มีพื้นที่ป่าหรือสวนป่าขนาดใหญ่สำหรับการเพาะปลูกเชิงอุตสาหกรรมเป็นของตนเอง แต่มีรายงานว่าบริษัทหลายแห่งที่ได้รับสัมปทานในอินโดนีเซียมีสำนักงานหรือฐานธุรกิจอยู่ในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่รัฐบาลสิงคโปร์พยายามใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อจัดการกับปัญหามลพิษข้ามพรมแดน.
ที่มา AFP / VIVA.co.id