คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangตรัง · เปลี่ยน

อสส.กางแผน2ปีทันสากล ล้างภาพยักษ์ไร้เขี้ยว ดัน ‘วัชรินทร์’ นำทัพโมเดลFBI สืบสวนสอบสวนป้องอาชญากรรม

ที่มา: มติชน

อสส.ประกาศภารกิจ 2 ปี กางแผนปราบอาชญากรรมก้าวทันมาตรฐานสากล ยกโมเดลเอฟบีไอ ต้องมีอำนาจเชิงรุก ดัน “วัชรินทร์” นำทัพสำนักงานสอบสวน ล้างภาพอัยการยักษ์ไร้เขี้ยว

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายโกวิท ศรีไพโรจน์ อัยการสูงสุดคนที่ 21 มอบนโยบายการบริหารงานประจำปีงบประมาณ 2570–2571 ให้แก่ผู้บริหารสำนักงานอัยการทั่วประเทศที่มาร่วมประชุมและรับฟังผ่านระบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา

นโยบายของอัยการสูงสุดมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับโครงสร้างอัยการสากลและการเปรียบเทียบกับหน่วยงานระดับโลกอย่าง Federal Bureau of Investigation (FBI)

โดยนายโกวิท ระบุว่า หลังจากขึ้นรับตำแหน่งอัยการสูงสุดก็คิดว่าเราจะมีภารกิจใหม่ ที่จะต้องทำเพิ่มเติม อัยการการไทยไม่เหมือนทุกประเทศอัยการในทั่วโลก เพราะในทุกประเทศ อัยการมีหน่วยงาน ลักษณะแบบเอฟบีไอของตัวเอง ส่วนของไทยการทำงานเชิงรุกของเราเริ่มมีก็คือสำนักงานการสอบสวนที่มี ดร.วัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการสำนักงานสอบสวนกำกับดูเเลเรื่องสอบสวนเริ่มลงมือทำผลักดันเพิ่ม

แต่เราก็ยังไม่มีอำนาจในการป้องปรามเหตุ เรื่องนี้อธิบดีอัยการต่างประเทศรู้ดีว่าเวลาประชุมอัยการทั่วโลกในต่างประเทศ เขาก็จะเชิญอัยการไทยเราไปประชุมเกี่ยวกับเรื่องการป้องปรามฯ

ซึ่งเราก็ไปประชุมโดยที่เราไม่มีอำนาจป้องปรามฯในประเทศ โดยที่อัยการ ของประเทศอื่นๆ ต่างก็คิดว่าเรามีอำนาจในการป้องปรามเเต่มีเพียงอำนาจในการตั้งรับ หลังจากที่พนักงานสอบสวนทำสำนวนมาเท่านั้น

เชื่อเมื่อเราเริ่มขึ้นบันไดขั้นที่หนึ่งเเล้วก็จะมีขั้นที่ร้อยได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างการพบปะพูดคุยกับผู้บริหารเเละสื่อมวลชน นายโกวิทยังได้หยิบยกโครงสร้างกระบวนการยุติธรรมในระดับสากลขึ้นมาเปรียบเทียบ เพื่อสะท้อนถึงข้อจำกัดและมุมมองในการพัฒนาองค์กรอัยการไทย โดยยกตัวอย่าง ว่ากระทรวงยุติธรรมในต่างประเทศจะมี FBI เป็นของตนเอง หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของประเทศ( Attorney General )ก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมหรืออัยการสูงสุด ซึ่งกระทรวงยุติธรรมทั่วโลกก็คือกระทรวงอัยการ

เมื่อสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ของไทยแยกตัวออกมาเป็นอิสระเพื่อไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับฝ่ายการเมือง ทำให้บริบทเปลี่ยนไป กลายเป็น “ยักษ์ตัวใหญ่” ที่มีอำนาจฟ้องคดี แต่ เเต่อำนาจในการสอบสวนในเชิงป้องกันยังขาดหายไป ต่างจากต่างประเทศที่มีหน่วยงานเฉพาะทางอย่าง FBI ที่รวมการสืบสวนสอบสวนและป้องกันอาชญากรรมไว้ครบวงจรภายใต้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระดับชาติ เมื่อก่อนอัยการเราอยู่กระทรวงมหาดไทย เรียกว่าคุมทั้งตำรวจ ฝ่ายปกครอง และอัยการอยู่ในกระทรวงเดียวกัน ทำให้การประสานงานด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทำได้เบ็ดเสร็จ

“เวลาที่อัยการไทยเดินทางไปปฏิบัติภารกิจหรือประชุมร่วมกับต่างประเทศ นานาชาติมักจะเข้าใจว่าอัยการไทยมีบทบาทอำนาจเบ็ดเสร็จเทียบเท่าอัยการในโลกสากล แต่ในความเป็นจริงโครงสร้างอำนาจหน้าที่ของไทยมีความแตกต่างและมีข้อจำกัดทางกฎหมายอัยการเรามีเเต่ตั้งรับซึ่งต่อไปก็พร้อมจะขายความคิดนี้ออกไป”

การจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือขยายขอบเขตอำนาจให้ทัดเทียมกับต่างประเทศนั้น ไม่สามารถทำได้ทันทีโดยลำพัง แต่ต้องอาศัยการผลักดันทางกฎหมายผ่านสภานิติบัญญัติ และสร้างความเข้าใจร่วมกันกับประชาชนและสังคม ในช่วงเวลาทำงาน 2 ปีนี้ จะพยายามสื่อสารและผลักดันแนวคิดการพัฒนาองค์กรอัยการไทยให้ก้าวทันมาตรฐานสากลและตอบโจทย์ความยุติธรรมของประชาชนอย่างแท้จริง

ความคิดเห็น