‘สามารถ’ มองผังเมืองใหม่กทม. แบ่ง 626 บล็อก รับมือฝนสะสม 300 มม. จุดเริ่มต้นดี ย้ำเตรียมแผนก่อนฝนตก ระบบระบายน้ำ-แก้มลิงต้องพร้อม แนะคิดแผ่นสำรองล่วงหน้า หากฝนตกเกินที่คาด อย่าปล่อยกรุงเทพฯฝั่งตะวันออกจมบาดาลอีก
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เผยแพร่ข้อเขียน แบ่งกรุงเทพฯ 626 บล็อก แล้วจะรับมือฝนสะสม 300 มม. ได้หรือ? ทางเพจเฟซบุ๊กไว้ดังนี้
กทม.มีแผนแบ่งพื้นที่กรุงเทพฯ เป็น 626 บล็อก เพื่อวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและแก้ปัญหาเมืองอย่างเป็นระบบ โดยจะเริ่มจากพื้นที่นำร่อง 8 บล็อก ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ
ผมเห็นด้วยกับการวางแผนพัฒนาเมืองเป็นรายพื้นที่ เพราะช่วยให้เห็นปัญหาและกำหนดแนวทางแก้ไขได้ตรงจุด แต่สำหรับปัญหาน้ำท่วม ไม่ว่าจะแบ่งพื้นที่เป็นกี่บล็อก สิ่งสำคัญกว่าคือ กทม.เตรียมความพร้อมรับมือฝนตกหนักไว้ดีแค่ไหน?
ลองมาดูกันว่า หากต้องรับมือกับฝนสะสม 300 มม. กทม.ควรเตรียมพร้อมอย่างไร
1.ฝน 300 มม. มีน้ำมากแค่ไหน?
หากฝนตกสะสม 300 มม. ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ 1,568.737 ตารางกิโลเมตร จะมีปริมาณน้ำฝนรวมประมาณ 470.62 ล้านลูกบาศก์เมตร
แน่นอนว่าไม่ใช่น้ำทั้งหมดที่ต้องระบาย เพราะน้ำบางส่วนซึมลงดินหรือถูกกักเก็บไว้ แต่ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงปริมาณน้ำมหาศาลที่ กทม.ต้องเตรียมรับมือ
ที่สำคัญ ฝนสะสม 300 มม. ใน 2 วัน ไม่ได้หมายความว่าฝนจะตกสม่ำเสมอตลอด 48 ชั่วโมง สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กันคือ ฝนตกหนักที่สุดในแต่ละพื้นที่เท่าไรในช่วงเวลา 1 ชั่วโมง หรือช่วงเวลาสั้นกว่านั้น เพราะหากฝนตกหนักจนมีน้ำไหลเข้าระบบมากกว่าที่ระบายออกได้ น้ำก็จะสะสมและเกิดน้ำท่วม
ดังนั้น กทม.ต้องประเมินทั้งปริมาณฝน ความเข้มของฝนในแต่ละช่วงเวลา และความสามารถของระบบระบายน้ำในแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่ดูเพียงตัวเลขฝนสะสม
2.ระบบระบายน้ำพร้อมใช้งานเต็มที่หรือไม่?
กทม.มีข้อมูลขีดความสามารถในการระบายน้ำรวมประมาณ 1,302.63 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ตัวเลขนี้ไม่ได้รับประกันว่า ในสถานการณ์จริงจะระบายน้ำได้เต็มกำลังตลอดเวลา
คำถามคือ ก่อนฝนตกหนัก กทม.ตรวจสอบแล้วหรือไม่ว่าท่อและคลองระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ และอุโมงค์ระบายน้ำทุกแห่งพร้อมใช้งานเพียงใด มีจุดคอขวดตรงไหน และได้พร่องน้ำในคลองที่เป็นทางระบายน้ำออกไว้ล่วงหน้าหรือไม่?
หากนำปริมาณน้ำฝนรวม 470.62 ล้านลูกบาศก์เมตร หารด้วยขีดความสามารถในการระบายน้ำดังกล่าว จะได้เวลา 4.2 วัน แต่เป็นเพียงการคำนวณเชิงทฤษฎีภายใต้สมมุติฐานว่าระบายน้ำได้เต็มกำลังต่อเนื่อง
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าระบบออกแบบให้ระบายน้ำได้เท่าไร แต่คือ เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้งานจริง ระบบจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพแค่ไหน?
3.แก้มลิงมีเพียงพอหรือไม่?
การระบายน้ำอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในช่วงที่ฝนตกหนักต่อเนื่อง เพราะน้ำไหลเข้าสู่ระบบเร็วกว่าที่จะระบายออกได้ จึงจำเป็นต้องมีพื้นที่กักเก็บน้ำหรือ “แก้มลิง” เพื่อชะลอน้ำส่วนเกินไว้ชั่วคราว ก่อนทยอยระบายออกเมื่อระบบมีความพร้อม
พื้นที่ที่ กทม.ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก ซึ่งคนในพื้นที่ต้องเผชิญกับน้ำท่วมหนักและยาวนานในปีนี้
เอกสารของ กทม. ณ เดือนมกราคม 2566 ระบุว่า ฝั่งตะวันออกมีแก้มลิง 33 แห่ง ความจุประมาณ 7.66 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่มีการระบุความต้องการไว้ประมาณ 13 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงยังมีส่วนต่างประมาณ 5.34 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามข้อมูลในขณะนั้น
อย่างไรก็ตาม การใช้แก้มลิงให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต้องเตรียมให้พร้อมก่อนฝนตก โดยต้องมีพื้นที่ว่างสำหรับรับน้ำ น้ำไหลเข้าได้สะดวก และสามารถระบายน้ำออกได้ทัน ก่อนที่ฝนระลอกต่อไปจะมา
4.แล้ว 626 บล็อก จะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างไร?
การแบ่งพื้นที่เป็นบล็อกจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อ กทม.นำข้อมูลของแต่ละพื้นที่มาวางแผนแก้ปัญหาอย่างชัดเจน เช่น แก้ไขจุดที่น้ำท่วมซ้ำซากและจุดคอขวดที่ระบายน้ำไม่ทัน เพิ่มพื้นที่แก้มลิง และปรับปรุงท่อ คลอง สถานีสูบน้ำ หรืออุโมงค์ระบายน้ำในจุดที่จำเป็น เพื่อให้ระบายน้ำได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แต่ต้องไม่ลืมว่า น้ำไม่ได้ไหลตามเส้นแบ่งของบล็อก การแก้ปัญหาในพื้นที่หนึ่งจึงอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียง ทุกบล็อกต้องเชื่อมโยงกับระบบระบายน้ำหลักของกรุงเทพฯ
กทม.จึงควรใช้แบบจำลองทางอุทกวิทยาและชลศาสตร์ทดสอบสถานการณ์ฝนหลายระดับ รวมถึงฝนสะสม 300 มม. เพื่อประเมินว่า หากดำเนินการตามแผนแล้ว จะลดพื้นที่น้ำท่วม ความลึกของน้ำ และระยะเวลาน้ำท่วมได้มากน้อยเพียงใด
ขณะเดียวกัน ต้องมีแผนเตรียมพร้อมก่อนฝนตกจริง ทั้งการตรวจสอบเครื่องสูบน้ำ การพร่องน้ำในคลอง การเตรียมพื้นที่แก้มลิง การติดตามพยากรณ์อากาศและปริมาณฝน ตลอดจนการจัดกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ไว้ในจุดเสี่ยง
เพราะแม้จะมีแผนพัฒนาที่ดี แต่หากไม่เตรียมระบบให้พร้อมล่วงหน้า เมื่อฝนตกหนักก็อาจรับมือไม่ทันอยู่ดี
5.ความสำเร็จต้องวัดจากน้ำท่วมที่ลดลง ไม่ใช่จำนวนบล็อก
ผมเห็นว่าแผน 626 บล็อก เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี หากช่วยให้ กทม.เข้าใจปัญหาและวางแผนแก้ไขได้ตรงจุด แต่ความสำเร็จต้องวัดจากผลที่ประชาชนได้รับจริง ได้แก่ น้ำท่วมน้อยลง น้ำท่วมไม่ลึกเท่าเดิม และระยะเวลาที่น้ำท่วมสั้นลง
เหนือสิ่งอื่นใด กทม.ต้องไม่ประมาท โดยคิดล่วงหน้าเสมอว่า หากฝนตกหนักกว่าที่คาด หรือฝนตกต่อเนื่องจนระบบระบายน้ำรับไม่ไหว จะมีแผนสำรองอย่างไร
หากหน้าฝนปีหน้า มีฝนตกสะสม 2 วัน 300 มม. เหมือนปีนี้ กทม.มั่นใจหรือไม่ว่าคนกรุงเทพฯฝั่งตะวันออกจะไม่ต้องทนทุกข์กับน้ำท่วมซ้ำรอยเดิม?
แล้วคุณคิดว่า สิ่งที่ กทม.ต้องเร่งทำมากที่สุดคืออะไร… แบ่งพื้นที่วางแผนให้ละเอียดขึ้น หรือเตรียมระบบระบายน้ำและแผนรับมือฝนหนักให้พร้อมก่อนที่น้ำจะท่วม?