ฮอนด้าเซ็น MOU มิตซูบิชิ มอเตอร์ส พัฒนารถกระบะรุ่นใหม่บนพื้นฐาน "ไทรทัน" เตรียมทำตลาดอาเซียนปี 2571 เติมไลน์อัปรถยนต์ฮอนด้า พร้อมช่วยเพิ่มยอดผลิตและอัตราการใช้กำลังการผลิตโรงงานมิตซูบิชิในไทย
เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 69 บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด และบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ประกาศลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU เพื่อพัฒนารถกระบะรุ่นใหม่ภายใต้แบรนด์ฮอนด้า โดยใช้ มิตซูบิชิ ไทรทัน หรือ Mitsubishi Triton เป็นพื้นฐาน มีกำหนดเริ่มจำหน่ายในตลาดอาเซียนในปี 2571
โดยข้อตกลงดังกล่าวนับเป็นโครงการแรกระหว่างฮอนด้าและมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในการจัดหารถยนต์เพื่อเติมเต็มกลุ่มผลิตภัณฑ์ของกันและกัน โดยฮอนด้าจะเพิ่มรถกระบะเข้ามาเป็นอีกทางเลือกให้ลูกค้าในอาเซียน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีรถกระบะฮอนด้าจำหน่ายในตลาดดังกล่าว
กระบะฮอนด้ารุ่นใหม่ ใช้พื้นฐานมิตซูบิชิ ไทรทัน
สำหรับมิตซูบิชิ ไทรทัน เป็นรถกระบะขนาด 1 ตัน ใช้โครงสร้างแชสซีส์แบบขั้นบันไดที่เน้นความแข็งแกร่ง และเป็นหนึ่งในรถยนต์รุ่นยุทธศาสตร์ระดับโลกของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส โดยมีความต้องการสูง โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซีย การนำไทรทันมาเป็นพื้นฐานพัฒนารถกระบะฮอนด้ารุ่นใหม่ จะช่วยให้ฮอนด้าสามารถขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการทำตลาดในอาเซียนเป็นหลัก
ขณะเดียวกัน ความร่วมมือนี้จะช่วยให้มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เพิ่มปริมาณการผลิตและเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานในประเทศไทย โดยทั้งสองบริษัทบรรลุข้อตกลงหลังประเมินว่าจะสามารถสร้างประโยชน์ร่วมกันให้แก่ทั้งสองฝ่าย
ต่อยอดพันธมิตรฮอนด้า–มิตซูบิชิ–นิสสัน
ความร่วมมือครั้งนี้เป็นผลจากการที่ฮอนด้าและมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้ศึกษาโอกาสทำงานร่วมกันในหลายด้าน ภายใต้กรอบความเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ตาม MOU ที่ลงนามเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2567 ระหว่างสามบริษัท ได้แก่ ฮอนด้า มิตซูบิชิ มอเตอร์ส และนิสสัน มอเตอร์
หนึ่งในแนวทางที่ทั้งสามบริษัทศึกษาและหารือกันอย่างกว้างขวาง ทั้งในระยะสั้นและระยะกลางถึงระยะยาว คือการจัดหารถยนต์เพื่อเติมเต็มกลุ่มผลิตภัณฑ์ของกันและกัน โดยนำรถยนต์ที่แต่ละบริษัทมีศักยภาพในการแข่งขันระดับโลกมาใช้เสริมความแข็งแกร่งให้กับไลน์อัปของแต่ละแบรนด์
แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้แต่ละบริษัทสามารถปรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละภูมิภาคได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทั้งนี้ ทั้งสามบริษัทจะเดินหน้ากระชับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า โดยใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์และทรัพยากรด้านเทคโนโลยีของแต่ละบริษัทอย่างเต็มที่