คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangสุพรรณบุรี · เปลี่ยน

เช็กสัญญาณเตือน "โรคมะเร็งตับ" ใครบ้างมีความเสี่ยง แนะวิธีการป้องกันที่ดีที่สุด

ที่มา: ไทยรัฐ

มะเร็งที่เป็นสาเหตุการตายสูงสุดของคนไทย เช็กสัญญาณเตือน "โรคมะเร็งตับ" มีอาการอะไรบ้าง พร้อมแนะวิธีการป้องกันที่ดีที่สุด

วันที่ 29 ตุลาคม 2569 พญ.จิตราภา แสนโภชน์ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร ศูนย์ระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลนวเวช เผยเรื่อง "ทำความรู้จักกับโรคมะเร็งตับ มะเร็งที่เป็นสาเหตุการตายสูงสุดของคนไทย" โดยระบุว่า

มะเร็งตับ หรือ Hepatocellular carcinoma คือ โรคที่เกิดจากเซลล์ตับที่ผิดปกติ เกิดการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเซลล์มากกว่าปกติ จนเกิดเป็นก้อนในตับ และเมื่อเป็นระยะลุกลาม จะพบเซลล์มะเร็งกระจายไปอวัยวะอื่นๆ ได้ เช่น ปอด กระดูก เป็นต้น

โดยสาเหตุของมะเร็งตับมีหลายสาเหตุ ได้แก่ การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ไขมันพอกตับ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หรือ ไวรัสตับอักเสบซี การได้รับสารบางชนิด เช่น อะฟลาท็อกซิน ซึ่งมาจากเชื้อรา ที่ปนเปื้อนในอาหารแห้ง ธัญพืช ถั่วเหลือง ถั่วลิสง

อาการของโรคมะเร็งตับมีอะไรบ้าง

ผู้ป่วยอาจจะปวดท้องใต้ชายโครงขวา หรือลิ้นปี่ ท้องบวมโต มีน้ำในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ตัวเหลือง ตาเหลือง อาเจียนเป็นเลือด ตรวจพบการทำงานของตับผิดปกติ แต่อย่างไรก็ดี ซึ่งหากมะเร็งตับอยู่ในระยะต้น ขนาดของก้อนยังไม่ใหญ่มาก และการทำงานของตับยังไม่ผิดปกติมาก ผู้ป่วยอาจจะไม่มีอาการเลยก็ได้

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงโรคมะเร็งตับ

- ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หรือ ไวรัสตับอักเสบซี

- ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

- ผู้ป่วยโรคตับแข็ง จากสาเหตุใดก็ตาม

- มีภาวะอ้วน ตับอักเสบจากไขมันพอกตับ

- ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคมะเร็งตับ

การวินิจฉัยโรคมะเร็งตับทำได้อย่างไรบ้าง

ผู้ที่มีความเสี่ยงสามารถตรวจคัดกรองได้ด้วยการทำอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน และอาจเจาะเลือดเพื่อดูค่าคัดกรองมะเร็งตับ (AFP) ควบคู่ไปด้วย หากพบความผิดปกติที่สงสัยมะเร็งตับ แพทย์จะส่งตรวจ CT scan หรือ MRI เพิ่มเติมเพื่อวินิจฉัยโรค และอาจจำเป็นต้องทำการเจาะเอาชิ้นเนื้อที่ตับมาตรวจทางพยาธิวิทยาในบางราย

วิธีการรักษาโรคมะเร็งตับในปัจจุบัน มีวิธีใดบ้าง

สำหรับแนวทางการรักษามะเร็งตับ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณาร่วมกัน ได้แก่ ขนาด และจำนวนก้อนในตับ การกระจายของโรค ค่าการทำงานของตับ และสมรรถภาพทางร่างกายของผู้ป่วย

โดยหากเป็นมะเร็งในระยะเริ่มต้น สามารถรักษาให้หายขาดได้โดยการผ่าตัดตับเอาก้อนมะเร็งออก (hepatic resection) หรือจี้ทำลายก้อนมะเร็ง (ablation) หรือ การผ่าตัดเปลี่ยนตับ (liver transplantation)

หากเป็นมะเร็งระยะลุกลาม เป้าหมายการรักษาเพื่อชะลอการโตของก้อน และป้องกันการเกิดผลแทรกซ้อนจากมะเร็ง ซึ่งทำได้โดยการฉีดยาเคมีบำบัดและสารอุดหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงก้อน (TACE) หรือการฉายแสงที่ก้อน (Radiotherapy) หรือการให้ยาเคมีบำบัดเพื่อประคับประคองมะเร็งตับ (systemic chemotherapy)

นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังมียามุ่งเป้า (targeted chemotherapy) ที่ได้ผลดีหลายชนิดให้เลือกใช้ ซึ่งสามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างมาก รวมไปถึงมีผลข้างเคียงต่ำอีกด้วย

วิธีป้องกันมะเร็งตับ

การป้องกันมะเร็งตับที่ดีที่สุด คือหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะตับแข็ง ได้แก่

- ลดการดื่มแอลกอฮอล์

- ลดความอ้วน ควบคุมน้ำหนัก และออกกำลังกาย เพื่อป้องกันและรักษาภาวะไขมันพอกตับ

- ป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และ ซี โดยงดการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การสัก การใช้ใบมีดโกน หรือกรรไกรตัดเล็บร่วมกับผู้อื่น งดการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน

- สำหรับผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หรือ ซี ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ เพื่อรักษาตามข้อบ่งชี้

- หากยังไม่มีภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบบี ควรได้รับการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี

- หากเป็นผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งตับ ควรได้รับการตรวจเช็คเป็นระยะ ตามคำแนะนำของแพทย์

อย่างไรก็ตาม แม้มะเร็งตับจะเป็นโรคร้ายแรง แต่ความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน ทำให้เรามีทางเลือกในการวินิจฉัยและรักษาที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การหวาดกลัวโรค แต่คือการป้องกันและสังเกต เริ่มต้นจากการปรับพฤติกรรม หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง และหมั่นตรวจเช็กสุขภาพตับเป็นประจำ เพราะการรู้ทันและรับมือได้เร็ว คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยรักษาตับที่สมบูรณ์และชีวิตที่แข็งแรงให้อยู่กับเราไปอีกนาน.

ความคิดเห็น