ชาวปราจีนฯล่า 3 หมื่นชื่อ บุกทส.4พ.ย. จี้ประกาศเขตควบคุมมลพิษ เจอสารโลหะหนัก 73 ราย วราวุธส่งทีมลุยตรวจ 3 พันกว่าโรงงาน ดันความผิดสิ่งแวดล้อมมูลฐานฟอกเงิน
ผู้สื่อข่าวรายงานจากจ.ปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม เครือข่ายรักษ์ปราจีนบุรี พร้อมด้วยตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาและประชาชนผู้เดือดร้อนกว่า 100 คน นัดประชุมด่วน พร้อมประกาศระดมรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบจาก 5 อำเภอกว่า 30,000 รายชื่อ กำหนดวันที่ 4 พฤศจิกายนจะเดินทางไปยื่นหนังสือร้องเรียนต่อปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อกดดันให้ใช้อำนาจตามมาตรา 59 แห่งพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ประกาศให้พื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรีและลำน้ำสาขาเป็น “เขตควบคุมมลพิษ” อย่างเป็นทางการ
นางบุษบงค์ ชาวกัณหา ตัวแทนเครือข่ายฯ กล่าวว่า ปัญหาเกินกว่าท้องถิ่นจะรับมือได้และต้องอาศัยการแก้ไขเชิงโครงสร้าง โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ยืนยันความวิกฤต ทั้งกรณีน้ำท่วมชะล้างบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมในต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จนตรวจพบสารปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนสูงลิ่วถึง 114,860 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่ผลตรวจปัสสาวะของชาวบ้านต.โคกปีบ อ.ศรีมโหสถ พบสารโลหะหนักในร่างกายผิดปกติถึง 73 ราย มีอาการแน่นหน้าอกและหายใจลำบาก นอกจากนี้ยังพบการปนเปื้อนของสารอะลูมิเนียมในแม่น้ำปราจีนบุรีสูงถึง 3.547 มิลลิกรัมต่อลิตร เสี่ยงสะสมในห่วงโซ่อาหารและกระทบพืชเศรษฐกิจชื่อดังอย่างทุเรียนปราจีนบุรี ตลอดจนชาวบ้านประสบปัญหาน้ำประปาเปลี่ยนสีและมีกลิ่นเหม็นจนต้องควักกระเป๋าซื้อน้ำดื่มเอง ทั้งนี้เครือข่ายฯ เรียกร้องให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจลงพื้นที่สำรวจแหล่งกำเนิดมลพิษ ประเมินขีดความสามารถในการรองรับมลพิษ และบังคับใช้หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายเพื่อให้โรงงานต้นเหตุรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูธรรมชาติทั้งหมด
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้เตรียมความพร้อมเปิดปฏิบัติการตรวจสอบโรงงานประเภท 105 และ 106 ทั่วประเทศ ปัจจุบันมี 3,049 แห่ง โดยกว่า 1,500 แห่ง ตั้งอยู่ใน 5 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ เป็นพื้นที่ที่ต้องให้ความสำคัญในการเฝ้าระวังและตรวจสอบเป็นพิเศษ กระทรวงอุตสาหกรรมจะจัดตั้งทีมเฉพาะกิจลงพื้นที่ทั้ง 5 จังหวัด โดยแต่ละทีมประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมจังหวัด สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด ฝ่ายปกครอง ทหาร และตำรวจ เพื่อร่วมกันตรวจสอบโรงงานอย่างใกล้ชิด จะเริ่มคิกออฟปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน เป็นต้นไป และตั้งเป้าภายใน 1 สัปดาห์จะเห็นความคืบหน้าว่าโรงงานแต่ละแห่งดำเนินการถูกต้องตามเงื่อนไขและกฎหมายหรือไม่
นายวราวุธ กล่าวว่า การตรวจสอบจะเน้นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง โรงงานที่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน รวมถึงโรงงานที่เคยถูกสั่งให้ปรับปรุงแก้ไขแล้วแต่ยังไม่ดำเนินการให้ถูกต้อง โดยที่ผ่านมาโรงงานบางแห่งมักยื่นขอขยายระยะเวลาแก้ไขปัญหาออกไป ได้ให้นโยบายชัดเจนว่าต่อจากนี้จะไม่มีการผ่อนปรน หากโรงงานไม่สามารถดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามเงื่อนไขได้ จะพิจารณาสั่งปิดโรงงานตามกฎหมาย นอกจากนี้ ยังจะตรวจสอบกรณีโรงงานที่อาจเข้าข่ายการใช้บุคคลอื่นเป็นนอมินีเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกำหนดทางกฎหมายด้วย
ในนายวราวุธ กล่าวว่า สำหรับโรงงานที่ตรวจพบการกระทำความผิดที่ผ่านมา กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติโรงงาน มาตรา 37 และมาตรา 39 รวมถึงการฟ้องร้องทางแพ่ง และจะพิจารณาดำเนินคดีอาญาเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้กระทำผิดต้องรับผิดชอบตามกฎหมายอย่างครบถ้วน ขณะเดียวกัน กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างการแก้ไข พ.ร.บ.โรงงาน เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของบทลงโทษให้เหมาะสมกับลักษณะความผิดและผลกระทบที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังเตรียมประสานความร่วมมือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อผลักดันให้ความผิดด้านสิ่งแวดล้อมเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน ซึ่งจะเป็นอีกเครื่องมือสำคัญในการติดตามตรวจสอบเส้นทางการเงินและทรัพย์สินของผู้กระทำผิด ไม่ให้สามารถนำผลประโยชน์จากการกระทำผิดไปใช้หรือถ่ายโอนเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดได้