เปิดโจทย์ ปิยะ รักสกุล คืนเก้าอี้ อธิบดีดีเอสไอ ท่ามกลางคดีร้อน ฮั้ว สว.-เขากระโดง เดิมพันผลงานกู้ความเชื่อมั่น
ท่ามกลางแรงกระเพื่อม และการจับตาของสังคม ต่อคดีสำคัญระดับประเทศ การเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษวันแรกของ “ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล” จึงตกเป็นเป้าสายตาทันที
การกลับมาของ “คนคุ้นเคย” ที่รู้ไส้รู้พุงกลไก DSI เป็นอย่างดี จะสามารถตอบโจทย์ความคาดหวังของประชาชนในการทวงคืนความยุติธรรมได้หรือไม่ หรือเป็นเพียงอีกหนึ่งบททดสอบของการเมืองภาคราชการที่ต้องพิสูจน์ด้วยผลงานล้วนๆ
15 ตุลาคม 2569 เป็นวันแรก ของการเริ่มต้นภารกิจอย่างเป็นทางการของ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI หลังได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ท่ามกลางความเคลื่อนไหวในการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงยุติธรรม และคดีสำคัญหลายคดีที่ยังอยู่ในความสนใจของสังคม
การกลับมารับตำแหน่งครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวผู้บริหารหน่วยงาน แต่เป็นอีกจุดเปลี่ยนที่ต้องจับตาว่า DSI ภายใต้การนำของอธิบดีคนใหม่จะเดินหน้าภารกิจอย่างไร โดยเฉพาะคดีที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองและเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม
ก่อนที่ ร.ต.อ.ปิยะ จะเข้ารับตำแหน่ง การโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในกระทรวงยุติธรรมได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามอง เพราะตำแหน่งผู้บริหารหน่วยงานไม่ได้มีความหมายเพียงด้านการบริหารบุคลากร แต่ยังเกี่ยวข้องกับทิศทางการขับเคลื่อนภารกิจและคดีสำคัญที่อยู่ในความรับผิดชอบ
ดีเอสไอ เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งมีความซับซ้อน ตั้งแต่เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ การฟอกเงิน
ไปจนถึงคดีที่มีความเชื่อมโยงกับผู้มีอิทธิพลและประเด็นทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดคำถามว่า แนวทางการทำงานจะดำเนินต่อเนื่องจากเดิม หรือมีทิศทางใหม่ที่แตกต่างออกไป
อย่างไรก็ตาม การโยกย้ายเพียงอย่างเดียวไม่อาจใช้เป็นข้อสรุปว่าคดีใดจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด สิ่งที่จะชี้วัดได้จริงคือการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ ความต่อเนื่องของสำนวน และผลลัพธ์ที่สามารถอธิบายต่อสาธารณะได้บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและกฎหมาย
สำหรับ ร.ต.อ.ปิยะ จุดได้เปรียบสำคัญคือ ประสบการณ์จากการทำงานในสายงานสอบสวนของ DSI ทำให้มีความคุ้นเคยกับภารกิจและกลไกภายในองค์กรเป็นอย่างดี แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความคุ้นเคยกับระบบก็หมายถึงความคาดหวังที่สูงขึ้นว่า จะสามารถเปลี่ยนประสบการณ์ให้เป็นผลงานที่จับต้องได้มากน้อยเพียงใด
หลังเข้ารับมอบนโยบาย และรายงานตัวต่อรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงยุติธรรม ร.ต.อ.ปิยะ ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางการทำงาน โดยยืนยันว่าจะยึดระเบียบและกฎหมายเป็นหลัก พร้อมขอเวลาตรวจสอบรายละเอียดของคดีสำคัญก่อนกำหนดแนวทางที่ชัดเจน
คำถามที่สื่อมวลชน หยิบยกขึ้นมา คือความคืบหน้าของ คดีฮั้วสว. ซึ่งมีประเด็นเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องอั้งยี่และฟอกเงิน ตลอดจนคดีเขากระโดงที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องที่ดินและการดำเนินการของหน่วยงานรัฐ
ขณะเดียวกัน ความเคลื่อนไหวของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ซึ่งแถลงผลการตรวจสอบล็อตแรกและระบุว่ามีผู้ถูกกล่าวหา 77 ราย ยิ่งทำให้บทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถูกจับตามองมากขึ้น
แต่สำหรับอธิบดีดีเอสไอ คนใหม่ การให้คำตอบในวันแรก คงยังไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสม เนื่องจาก ยังไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียดและสำนวนคดีอย่างเป็นทางการ
ร.ต.อ.ปิยะ ระบุว่า จำเป็นต้องตรวจสอบขั้นตอนการดำเนินงานของแต่ละคดีให้ครบถ้วนก่อน จึงจะสามารถกำหนดแนวทางที่ชัดเจนได้
พร้อมย้ำว่าจะจัดระบบการสื่อสารกับสื่อมวลชนให้มีความสม่ำเสมอ เพื่อให้ข้อมูลถูกต้องตรงกัน ลดข้อสงสัยและการคาดเดาการทำงานของเจ้าหน้าที่ ท่าทีดังกล่าว สะท้อนการวางจังหวะทำงาน ที่ต้องการให้ข้อเท็จจริงมาก่อนการประกาศทิศทาง
เมื่อถูกถามย้ำ เรื่องสังคมยังมีความเคลือบแคลงการรับตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอคนใหม่ อาจเกี่ยวข้องการเมืองนั้น ร.ต.อ.ปิยะ ระบุว่า
วันนี้อาจจะยังมีคนเชื่อหรือไม่เชื่อ และสื่อมวลชนมีหน้าที่เสนอข่าวตามกรอบ แต่อยากให้ดูผลงานปฏิบัติดีกว่าเพราะยังมีเวลามากพอสมควรที่จะทำให้สื่อมวลชนเห็นว่างานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ภายใต้อธิบดีคนนี้ จะเป็นอย่างไร แต่คนที่มีตำแหน่งอธิบดีอาจทำอะไรไม่ได้มาก
เพราะงานมีการแบ่งมอบหน้าที่ตามขั้นตอนและมีผู้รับผิดชอบ โดยอธิบดีมีหน้าที่บริหารจัดการองค์กรให้มีความเข้มแข็ง มั่งคง ยั่งยืน และทำงานให้เกิดประโยชน์กับประชาชนจริงๆ..
อย่างไรก็ตาม การขอตรวจสอบสำนวนเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่สังคมจะติดตามต่อจากนี้คือ เมื่อรับทราบรายละเอียดครบถ้วนแล้ว DSI จะเดินหน้าคดีอย่างไร และสามารถชี้แจงความคืบหน้าได้ชัดเจนเพียงใด
นอกจากคดีร้อน อีกโจทย์ที่ ร.ต.อ.ปิยะ ต้องเผชิญ คือความเชื่อมั่นต่อองค์กร โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่การทำงานของหน่วยงานสอบสวนมักถูกตั้งคำถามว่า ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาและเสมอภาคกับทุกฝ่ายหรือไม่
วันนี้อาจจะยังมีคนเชื่อหรือไม่เชื่อ และสื่อมวลชนมีหน้าที่เสนอข่าวตามกรอบ แต่อยากให้ดูผลงานปฏิบัติดีกว่าเพราะยังมีเวลามากพอสมควรที่จะทำให้สื่อมวลชนเห็นว่างานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ภายใต้อธิบดีคนนี้ จะเป็นอย่างไร
แต่คนที่มีตำแหน่งอธิบดีอาจทำอะไรไม่ได้มาก เพราะงานมีการแบ่งมอบหน้าที่ตามขั้นตอนและมีผู้รับผิดชอบ โดยอธิบดีมีหน้าที่บริหารจัดการองค์กรให้มีความเข้มแข็ง มั่งคง ยั่งยืน และทำงานให้เกิดประโยชน์กับประชาชนจริงๆ
อย่างไรก็ตาม การเข้ารับตำแหน่งของ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เกิดขึ้นในช่วงที่ดีเอสไอ ต้องรับมือทั้งคดีซับซ้อนและความคาดหวังจากสังคม ขณะเดียวกัน การโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงยุติธรรม ก็ทำให้ทุกความเคลื่อนไหวถูกจับตามองมากกว่าปกติ
ถึงแม้ประสบการณ์ ภายในองค์กร จะช่วยให้เริ่มต้นงานได้อย่างเข้าใจระบบ แต่การบริหารหน่วยงานอย่าง ดีเอสไอ ในช่วงเวลานี้ต้องเผชิญโจทย์ มากกว่า การรักษาความต่อเนื่องของงานเดิม เพราะคดีสำคัญหลายคดีมีความอ่อนไหวสูง และทุกการตัดสินใจย่อมถูกตรวจสอบจากสื่อมวลชน คู่กรณี และสังคม
คำประกาศ ที่กล่าวว่า จะยึดกฎหมาย เป็นหลักจึงเป็นเพียงหลักการตั้งต้น ขณะที่การพิสูจน์ตัวเองต้องเกิดจากการทำงานจริง ตั้งแต่การตรวจสอบสำนวน การกำหนดแนวทางดำเนินคดี การสื่อสารต่อสาธารณะ ไปจนถึงการทำให้ผู้เสียหายได้รับความช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม
เก้าอี้อธิบดีดีเอสไอ จะมีความหมาย มากกว่า เพียงตำแหน่งบริหารระดับสูง ก็ต่อเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งสามารถทำให้องค์กรเดินหน้าตามกฎหมายโดยไม่เลือกปฏิบัติ และทำให้ประชาชนมองเห็นความเปลี่ยนแปลงจากผลงานจริง
คำถามสำคัญ จึงไม่ใช่เพียงว่า “ร.ต.อ.ปิยะ” จะบริหาร DSI อย่างไร แต่คือ คดีที่สังคมกำลังจับตาจะเดินหน้าไปถึงไหน อธิบดีคนใหม่ จะเปลี่ยนคำมั่นเรื่องความโปร่งใส ให้กลายเป็นผลงานที่พิสูจน์ได้อย่างไรคงต้องรอติดตาม