พุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเดินทางมาเยือน อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี นิยมเข้ามาเยือนวัดหนองกระดี่ (เก่า) ต.หนองยายดา อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี ริมถนนสายทัพทัน-สว่างอารมณ์ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กสำคัญด้านศาสนาและวัฒนธรรม
ภายในวัดหนองกระดี่ประดิษฐานรูปเหมือนหลวงพ่อเคลือบองค์ใหญ่ที่สุดในโลก ขนาดหน้าตักกว้าง 12 เมตร สูง 15 เมตร ลักษณะองค์ใหญ่โดดเด่นสง่างาม
“หลวงพ่อเคลือบ สังวรธัมโม” พระเกจิชื่อดังวัดหนองกระดี่ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี เป็นที่ทราบกันดีว่ามีวาจาสิทธิ์ พูดอย่างไรเป็นอย่างนั้น ได้รับการยกย่องว่าเป็น “เทพเจ้าลุ่มน้ำสะแกกรัง”
ตามประวัติ หลวงพ่อเคลือบเป็นคนเชื้อสายจีน สัญชาติไทย เกิดเมื่อปีพุทธศักราช 2432 ที่บ้านคลองชะโด ต.ทุ่งใหญ่ อ.เมือง จ.อุทัยธานี
เข้าพิธีอุปสมบทเมื่อปีพุทธศักราช 2453 ที่วัดหนองเต่า ค.โนนเหล็ก อ.เมือง จ.อุทัยธานี โดยมีพระครูอุทัยธรรมวินิฐ (หลวงพ่อสิน) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระกรรมวาจาจารย์ และพระอนุสาวนาจารย์ไม่ทราบนาม ได้รับฉายาว่า สาวรธัมโม
อยู่จำพรรษาเรียนวิชาอาคมกับหลวงพ่อสิน วัดหนองเต่าเป็นเวลา 3 พรรษา จนสำเร็จวิชาวาจาสิทธิ์และวิชาคงกระพันชาตรี สมัยนั้นพระภิกษุสามเณรวัดหนองเต่ามีจำนวนมาก ไม่เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรทางจิต
หลวงพ่อสินพูดอยู่เสมอว่า “ถ้าจะให้วิชาขลังนั้น ต้องไปหาที่สงบฝึกจิต”
หลวงพ่อเคลือบสนทนาธรรมกับหลวงพ่อสินแล้วก็ขอลาไปฝึกจิตเรียนวิชาเพิ่มเติม
หลวงพ่อสินบอกว่า “มีพระเก่งวิชาเพ่งกสิณอยู่แถบลพบุรี” ก็ลาไปโดยมีพระร่วมเดินทางไป 3 รูป ท่านได้ไปพบอาจารย์ ซึ่งจากการสอบถามคนเก่าหลายคนบอกว่า เป็น “หลวงพ่อกบ วัดเขาสาลิกา” ซึ่งเป็นผู้มีวิชาอาคมแก่กล้ามากในสมัยนั้น
เมื่อหลวงพ่อเคลือบเดินทางไปถึงแล้วก็เข้าไปกราบพร้อมฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อเรียนคาถา โดยหลวงพ่อกบพูดว่า “ถ้าไม่สึกก็จะสอนวิชาให้ ถ้าสึกก็จะไม่สอน” หลวงพ่อเคลือบก็ปฏิญาณแน่วแน่ว่าชาตินี้จะไม่ขอสึก ส่วนพระที่ไปด้วยไม่รับปากจึงไม่ได้เรียนวิชาด้วย
เรียนกัมมัฏฐานทำสมาธิจนจิตเป็นหนึ่งเดียวและเรียนวิชากสิณไฟและเรียนอักษรขอมที่ใช้เขียนยันต์เพิ่มเติมจากหลวงพ่อกบอีกเป็นเวลาถึง 6 ปีเต็ม กราบลาอาจารย์ออกธุดงค์ไปทางเหนืออีกหลายปี ไม่ทราบว่าไปที่ใดบ้าง แล้วจึงกลับมาอยู่ที่วัดหนองเต่า แต่อยู่ได้เพียงไม่กี่วันญาติโยมวัดหนองหญ้านางก็มานิมนต์ให้ไปจำพรรษา
เมื่อหลวงพ่อเคลือบมาอยู่ก็สร้างอุโบสถขึ้นมาหนึ่งหลัง แต่ยังไม่ทันเสร็จเรียบร้อยดีก็เกิดเรื่องกับบรรดามัคนายกวัดขึ้นเสียก่อน ท่านจึงพูดขึ้นว่า “ถ้าอาตมาไม่อยู่ ใครก็มาอยู่ไม่ได้” ต่อมาก็หาพระมาอยู่ได้ยาก แล้วหลวงพ่อเคลือบก็กลับมาที่วัดหนองเต่า
กระทั่งวัดหนองแกขาดพระอยู่จำพรรษา หลวงพ่อเคลือบจึงมาอยู่ที่นี่หนึ่งพรรษาแล้วย้ายมาอยู่ที่วัดทัพทันวัฒนาราม อีกสามพรรษา
ต่อมาวัดหนองกระดี่ไม่มีเจ้าอาวาส ญาติโยมจึงนิมนต์มาปกครองวัด และอยู่ที่วัดหนองกระดี่จนมรณภาพ ในปี พ.ศ.2497 สิริอายุ 66 ปี พรรษา 45
ได้ชื่อว่าเป็นพระที่มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ ชาวบ้านจะบนบานศาลกล่าวด้วยธูป 3 ดอก หรือบางครั้งก็จะบอกกล่าวธรรมดาว่าต้องการบนเรื่องอะไร และจะแก้บนด้วยอะไร ส่วนใหญ่การแก้บนมักจะเป็นเหล้าขาว มะขาม หรือพวงมาลัย
การบนบานศาลกล่าวแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตของชาวจังหวัดอุทัยธานีและจังหวัดใกล้เคียง เมื่อมีของหายถ้าบนบานก็จะได้กลับคืนมาเกือบทุกครั้ง หรือบางครั้งจะมีการบนบานไม่ให้ฝนตก ฝนก็จะหยุดตกเกือบทุกครั้งไป หรือบางครั้งจากหนักเป็นเบารวมถึงการช่วยคุ้มครองในการเดินทางให้ปลอดภัย ซึ่งเป็นความเชื่อของแต่ละบุคคล
ผู้สนใจสามารถเดินทางไปกราบไหว้ได้ตลอดทั้งปี นับเป็นจุดหมายปลายทางที่ไม่ควรพลาด เมื่อไปเยือนจังหวัดอุทัยธานี
พชร พัสกุล