คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangศรีสะเกษ · เปลี่ยน

“ชลณัฏฐ์” ปชน. ชี้ปฏิรูปไทยพีบีเอสต้องโปร่งใส เตือนเปลี่ยนงบเป็นรายปีเสี่ยงกระทบอิสระสื่อสาธารณะ

ที่มา: ไทยรัฐ

“ชลณัฏฐ์” สส.กทม. พรรคประชาชน ชี้ ปฏิรูปไทยพีบีเอสต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ เตือนเปลี่ยนงบเป็นรายปีเสี่ยงกระทบอิสระสื่อสาธารณะ ย้ำต้องไม่เปิดช่องฝ่ายการเมืองมีอำนาจเหนือการทำงานของสื่อ

วันที่ 23 ตุลาคม 2569 น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.กรุงเทพฯ เขต 28 พรรคประชาชน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ซึ่งพิจารณาร่างแก้ไขกฎหมายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) โดยมีข้อเสนอเปลี่ยนแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอส จากเงินบำรุงที่จัดเก็บจากภาษีสุราและยาสูบในอัตรา 1.5% ภายใต้เพดานปีละ 2,000 ล้านบาท เป็นการรับงบประมาณรายปีจากรัฐบาล

น.ส.ชลณัฏฐ์ระบุว่า ประเด็นสำคัญของการพิจารณาร่างกฎหมายครั้งนี้ คือการหาจุดสมดุลระหว่างการใช้เงินสาธารณะอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ กับการรักษาหลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ซึ่งทั้งสองเรื่องสามารถดำเนินควบคู่กันได้ โดยไม่จำเป็นต้องลดทอนความเป็นอิสระของไทยพีบีเอสเพื่อแลกกับการตรวจสอบงบประมาณ

ในการประชุม หน่วยงานด้านการคลัง ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กรมสรรพสามิต และสำนักงบประมาณ ชี้แจงถึงข้อดีของการนำเงินเข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดิน ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ข้อมูลว่า มาตรา 82 ของกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐมีข้อยกเว้นรองรับหน่วยงานที่มีกฎหมายจัดตั้งอยู่ก่อนแล้ว ทำให้ไทยพีบีเอสยังสามารถรับเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบได้ตามกฎหมาย การเปลี่ยนไปใช้งบประมาณรายปีจึงเป็นทางเลือกในการแก้ไขกฎหมาย ไม่ใช่ข้อบังคับที่ต้องดำเนินการ

กรมสรรพสามิตให้ข้อมูลว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยจัดเก็บภาษีสุราและยาสูบได้ปีละกว่า 200,000 ล้านบาท ทำให้ไทยพีบีเอสได้รับเงินบำรุงเต็มเพดาน 2,000 ล้านบาททุกปี อย่างไรก็ตาม สำนักงบประมาณยอมรับว่า หากเปลี่ยนเป็นระบบงบประมาณรายปี จะไม่สามารถรับประกันได้ว่าไทยพีบีเอสจะได้รับงบประมาณเท่าเดิมหรือเพียงพอต่อการดำเนินงานในทุกปี เนื่องจากขึ้นอยู่กับภาระงบประมาณและนโยบายของรัฐบาลในแต่ละช่วงเวลา

ประเด็นนี้นำไปสู่ข้อกังวลของกรรมาธิการว่า หากงบประมาณดำเนินงานของสื่อสาธารณะต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐบาลและรัฐสภาเป็นรายปี อาจเปิดช่องให้เกิดแรงกดดันต่อการทำหน้าที่ตรวจสอบผู้มีอำนาจได้ อีกทั้งยังมีข้อสังเกตว่าหน่วยงานรัฐอื่นก็มีรายได้นอกงบประมาณเช่นกัน แต่ไม่ได้ถูกเสนอให้เปลี่ยนระบบในลักษณะเดียวกัน

ด้านผู้บริหารไทยพีบีเอสยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแหล่งรายได้ โดยระบุว่าองค์กรได้รับเงินบำรุงภายใต้เพดาน 2,000 ล้านบาทมาตลอด 18 ปี และมีระบบตรวจสอบการใช้เงินอยู่แล้ว ทั้งจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการนโยบาย สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ ตลอดจนการรายงานต่อรัฐสภา

ผู้บริหารไทยพีบีเอสยังชี้ให้เห็นถึงภารกิจของสื่อสาธารณะที่แตกต่างจากสื่อเชิงพาณิชย์ ทั้งการทำข่าวสืบสวนสอบสวน รายการสำหรับเด็กและการศึกษาอย่าง ALTV การสนับสนุนผู้ผลิตรายการอิสระ การรายงานข่าวช่วงภัยพิบัติ และการพัฒนาแพลตฟอร์มรับชมของไทยเพื่อลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ พร้อมเสนอให้ปรับปรุงข้อจำกัดทางกฎหมายเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการหารายได้ เช่น การนำผลงานที่ผลิตไปสร้างรายได้ การขายสารคดีและภาพข่าวในต่างประเทศ การร่วมลงทุนกับหน่วยงานอื่น และการเก็บค่าสมาชิกบนแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยไม่กระทบต่อความเป็นอิสระขององค์กร

น.ส.ชลณัฏฐ์อ้างอิงถึงความเห็นของนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนได้ให้ความเห็นถึงความเสี่ยงของการเปลี่ยนระบบเงินทุน โดย ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กล่าวว่า ที่มาของรายรับควรเป็นอิสระจากอำนาจรัฐ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองใช้เงินเป็นเครื่องมือแทรกแซงหรือกดดันให้สื่อเซ็นเซอร์ตัวเอง พร้อมเสนอว่าหากต้องการควบคุมความคุ้มค่าของการใช้จ่าย ควรกำหนดเพดานงบประมาณที่ปรับตามอัตราเงินเฟ้อและยอดการรับชมทางออนไลน์

รศ.ดร.พิรงรอง รามสูต ชี้ว่า หลักประกันงบประมาณที่มั่นคงเป็นเสมือนฉนวนป้องกันการแทรกแซง ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างระบบนิเวศสื่อที่น่าเชื่อถือ และช่วยให้ไทยพีบีเอสวางแผนพัฒนา National Streaming Platform ในระยะยาวได้

ขณะที่ ผศ.ดร.พรรษาสิริ กุหลาบ เตือนว่า การให้รัฐจัดสรรงบประมาณอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการครอบงำทิศทางข่าวสาร (State Capture) และทำให้สื่อต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง ซึ่งจะกระทบต่อภารกิจสาธารณะที่สื่อเชิงพาณิชย์อาจไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ เช่น การเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคม การตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checking) และกลไกรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหยิบยกข้อสงสัยเกี่ยวกับผลการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายบนเว็บไซต์รัฐสภา หลังพบว่ายอดผู้เห็นด้วยเพิ่มขึ้นอย่างน่าสังเกตในช่วงหลังเที่ยงคืน ทั้งที่ระบบควรปิดรับฟังความคิดเห็นแล้ว โดยประเด็นดังกล่าวยังต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง ภคมน หนุนอนันต์ สส.พรรคประชาชน ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน เตรียมเชิญฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศของรัฐสภามาชี้แจงในการประชุมครั้งต่อไป

หลังจากนี้ กรรมาธิการจะเริ่มพิจารณาร่างกฎหมายเป็นรายมาตราในสัปดาห์หน้า พร้อมเชิญผู้เสนอร่างกฎหมายมาชี้แจงเพิ่มเติม ขณะที่พรรคประชาชนเตรียมเสนอร่างแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอสอีกฉบับ เพื่อให้พิจารณาควบคู่กัน โดยเปิดโอกาสให้ไทยพีบีเอสและภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการออกแบบแนวทางปฏิรูป

น.ส.ชลณัฏฐ์ย้ำว่า การปฏิรูปไทยพีบีเอสควรมุ่งทำให้องค์กรใช้เงินอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีความคล่องตัว และตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น โดยต้องไม่ทำให้หลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะลดลง เพราะเป้าหมายของการปฏิรูปควรเป็นการทำให้ไทยพีบีเอสทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น ไม่ใช่เปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองมีอำนาจเหนือการทำงานของสื่อ

ความคิดเห็น