วิเคราะห์ประชุม IMF-World Bank 2026 “โอกาสของไทย หรือเพียงพิธีกรรม”
วันที่ 10 ตุลาคม รศ. ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดวิเคราะห์ถึงการประชุม IMF-World Bank 2026 “โอกาสของไทย หรือเพียงพิธีกรรม” ดังนี้
@ ประชุม IMF-World Bank 2026 : โอกาสไทยเสนอศักยภาพและทิศทางการพัฒนาประเทศ
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) มีจุดกำเนิดจากการประชุมเบรตตันวูดส์ (Bretton Woods) ในปี 1944 มีประวัติยาวนานกว่า 80 ปี โดยธนาคารโลกเริ่มดำเนินงานเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 1946 ส่วน IMF เริ่มดำเนินงานทางการเงินเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 1947
การประชุมประจำปีร่วมของทั้งสององค์กรจัดนอกสหรัฐฯ มีขึ้นเป็นครั้งแรกที่กรุงลอนดอนในปี1947 สำหรับประเทศอาเซียน มีประเทศที่เคยเป็นเจ้าภาพแล้ว 4 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ในปี 1976 ไทยในปี 1991 สิงคโปร์ในปี 2006 และอินโดนีเซียในปี 2018 การประชุมปี 2026 จึงทำให้ ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่เป็นเจ้าภาพถึงสองครั้ง ห่างจากครั้งแรก 35 ปี
IMF มีบทบาทหลัก 3 ด้าน ได้แก่ การติดตามและประเมินเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกและเศรษฐกิจโลก การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศสมาชิกที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจ และการพัฒนาศักยภาพของหน่วยงานด้านเศรษฐกิจและการเงิน เช่น การบริหารการคลัง ระบบภาษี และการกำกับดูแลสถาบันการเงิน เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ส่วนธนาคารโลกมุ่งสนับสนุนการพัฒนาในระยะยาว ผ่านการสนับสนุนทางการเงิน การให้ความรู้และคำแนะนำเชิงนโยบาย และความช่วยเหลือทางเทคนิคแก่ประเทศกำลังพัฒนา โดยมีเป้าหมายขจัดความยากจนขั้นรุนแรงและส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันบนโลกที่น่าอยู่
การประชุม IMF และกลุ่มธนาคารโลกจึงเป็นเวทีสำคัญในการประเมินทิศทางเศรษฐกิจโลก หารือความเสี่ยง และประสานแนวทางรับมือร่วมกัน ทั้งด้านเสถียรภาพทางการเงิน การเติบโตทางเศรษฐกิจ หนี้สาธารณะ และการลดความยากจน ข้อมูลและข้อเสนอจากเวทีนี้ช่วยให้ประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย วางนโยบายและเตรียมปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น
สำหรับประเทศไทย การเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพและทิศทางการพัฒนาประเทศต่อผู้เข้าร่วมที่คาดว่าจะมีมากกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศสมาชิก ครอบคลุมรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน ภาคธุรกิจ นักวิชาการ และภาคประชาสังคม
ประเทศไทยควรใช้เวทีนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่น เชื่อมโยงความร่วมมือ และนำเสนอโอกาสการลงทุนที่เป็นรูปธรรม
@ จากเวทีโลกสู่ปากท้องประชาชน รัฐบาลไทยต้องทำให้เกิดผลจริง
ประชาชนไทยควรให้ความสนใจการประชุม IMF และธนาคารโลก เพราะเป็นเวทีที่ผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจจากทั่วโลกมาประเมินปัญหาและหารือแนวทางรับมือร่วมกัน ข้อมูลและข้อเสนอจากการประชุมสามารถนำมาประกอบการกำหนดนโยบายของไทย ทั้งการจ้างงาน รายได้ ค่าครองชีพ และโอกาสของผู้ประกอบการ
หากการประชุมชี้ว่าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว รัฐบาลไทยควรเตรียมมาตรการรักษาการจ้างงานและช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ หากราคาพลังงานมีแนวโน้มสูงขึ้น ควรเตรียมมาตรการลดภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย และหากตลาดการเงินผันผวน ควรดูแลเสถียรภาพทางการเงิน พร้อมช่วยให้ประชาชนและธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าถึงสินเชื่อได้อย่างเหมาะสม
ความสำเร็จของการประชุมจึงต้องวัดจากการนำผลการหารือไปปฏิบัติว่า สามารถรักษางาน ดูแลรายได้ ลดภาระค่าครองชีพ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้คนไทยได้มากน้อยเพียงใด รัฐบาลควรกำหนดมาตรการ ผู้รับผิดชอบ และกรอบเวลาที่ชัดเจน เพื่อให้ประโยชน์จากเวทีระดับโลกส่งถึงประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
@ การประชุม 7 วัน : เงินสะพัดกว่า 1 พันล้านบาท
การประชุมมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศสมาชิก ครอบคลุมผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารสถาบันการเงิน ภาคธุรกิจ และนักวิชาการ ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ
ระยะสั้น เกิดรายได้แก่ โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจขนส่ง ร้านค้า และบริการท่องเที่ยว ประเมินว่ามีเงินสะพัดกว่า 1,050 ล้านบาท ภายใต้ผู้เข้าร่วม 15,000 คน พำนักครบ 7 วัน และใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 10,000 บาทต่อวัน ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายจัดประชุมที่จ่ายแยกต่างหาก
ระยะกลาง เป็นโอกาสสร้างเครือข่ายและต่อยอดความร่วมมือกับนักลงทุนและสถาบันการเงินของไทย
ระยะยาว คือการนำความรู้และความร่วมมือมาสนับสนุนการลงทุน ยกระดับธุรกิจ และพัฒนาเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนความสนใจของต่างประเทศให้เป็นการลงทุนจริงในประเทศไทย ต้องอาศัยโครงการเศรษฐกิจที่พร้อม นโยบายสนับสนุนที่ชัดเจน กฎระเบียบโปร่งใส และการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ไทยจึงควรใช้การประชุมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่สร้างงานและรายได้ให้คนไทยในระยะยาว
@ IMF มองเศรษฐกิจไทย เสถียรภาพยังแข็งแกร่ง แต่การเติบโตเผชิญแรงกดดัน
IMF ประเมินว่าไทยยังมีความเข้มแข็งด้านเสถียรภาพภายนอก โดยมีเงินสำรองระหว่างประเทศมาก อย่างไรก็ตาม การเติบโตทางเศรษฐกิจไทย ยังเผชิญข้อจำกัดจากกำลังซื้อในประเทศที่หดตัว การเข้าถึงสินเชื่อยาก และความไม่แน่นอนด้านการค้า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 IMF คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโต 1.6% ขณะที่การประเมินของ IMF ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2569 ว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัว 1.9%
ความเสี่ยงที่ไทยต้องเฝ้าระวังแบ่งได้เป็น 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยภายนอก ได้แก่ อุปสรรคทางการค้า ราคาพลังงาน และความผันผวนของตลาดการเงิน ซึ่งกระทบการส่งออก ต้นทุนการผลิต และการลงทุน ส่วนปัจจัยภายใน ได้แก่ หนี้ครัวเรือน สภาพคล่องของ SMEs การลงทุนที่ยังไม่เพียงพอ และผลิตภาพและยกระดับความสามารถในการแข่งขันยังไม่มาก
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 นางคริสตาลินา จอร์จีวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการ IMF กล่าวที่สิงคโปร์ก่อนการประชุมประจำปี โดยเตือนว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากพลังงานราคาแพง หนี้สาธารณะสูง และความเสี่ยงทางการเงินจากการลงทุนด้าน AI ที่กระจุกตัวและมีความคาดหวังต่อผลตอบแทนสูง สำหรับไทย คำเตือนดังกล่าวควรนำมาประกอบการวางนโยบาย เพื่อรับมือความผันผวนและเสริมความสามารถในการเติบโตระยะยาว
@ ของแพงขึ้น รายได้เสี่ยง ปากท้องคนไทยรับแรงกดดัน
สงครามการค้า ราคาพลังงาน และความผันผวนของค่าเงินเป็นประเด็นเศรษฐกิจที่ประชาชนควรติดตาม เพราะส่งผลต่อทั้งรายได้ ต้นทุนการประกอบธุรกิจ และค่าครองชีพ โดยแบ่งผลกระทบได้เป็น 3 ด้านคือ
1. สงครามการค้ากระทบรายได้: หากสินค้าส่งออกของไทยเผชิญภาษีหรือข้อจำกัดเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการแข่งขันได้ยากขึ้น คำสั่งซื้อและกำไรลดลง ส่งผลให้ลดกำลังการผลิต ลดค่าล่วงเวลา หรือชะลอการจ้างงาน กระทบรายได้ของแรงงานและธุรกิจที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่การผลิต
2. พลังงานแพงเพิ่มภาระรายจ่าย: ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเพิ่มค่าเดินทาง ต้นทุนขนส่ง และต้นทุนการผลิต ส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิต หากผู้ประกอบการปรับราคาสินค้าและบริการตามต้นทุน ประชาชนจะมีภาระค่าครองชีพสูงขึ้น
3. ค่าเงินผันผวนกระทบทั้งต้นทุนและรายได้: เงินบาทอ่อนทำให้สินค้านำเข้าและวัตถุดิบที่ซื้อด้วยเงินตราต่างประเทศมีต้นทุนสูงขึ้น ส่งผลต่อผู้บริโภคที่ต้องจ่ายมากขึ้น ส่วนเงินบาทแข็ง แม้ว่าช่วยลดต้นทุนการนำเข้า แต่รายได้จากการส่งออกลดลง ส่งผลต่อการจ้างงานและรายได้แรงงาน
@ เศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในอาเซียน : ปลดล็อกเศรษฐกิจไทยด้วย ลงทุนเพิ่ม ยกระดับคน ลดต้นทุน
เศรษฐกิจไทยเติบโตช้ากว่าหลายประเทศในอาเซียน ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน IMF ระบุถึงการลงทุนต่ำ ผลิตภาพเติบโตช้า และสังคมสูงวัย ขณะที่หนี้ครัวเรือนสูง ทำให้กำลังซื้อลดลง ส่วนธนาคารโลกชี้ถึงความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบของไทย ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันและการลงทุน ดังนั้น ไทยควรเร่งแก้ไข 4 เรื่องสำคัญ
1. เพิ่มผลิตภาพและยกระดับทักษะแรงงาน: สนับสนุนให้แรงงานและผู้ประกอบการใช้เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม เพื่อผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพสูงขึ้น เพิ่มมูลค่า และลดต้นทุนต่อหน่วย โดยให้ SMEs เข้าถึงเครื่องมือและการฝึกอบรมที่นำไปใช้ได้จริง
2. ส่งเสริมการลงทุนที่สร้างประโยชน์ต่อธุรกิจไทย: ให้ความสำคัญกับการลงทุนที่เชื่อมโยงกับผู้ผลิตและผู้ให้บริการในประเทศ เกิดการซื้อวัตถุดิบและชิ้นส่วนจาก SMEs ไทย ถ่ายทอดเทคโนโลยี และพัฒนาบุคลากร เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนกระจายเป็นการสร้างงานและรายได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต
3. แก้หนี้ครัวเรือน: เร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระ เพื่อให้ครัวเรือนมีรายได้เหลือสำหรับการดำรงชีพ และผู้ประกอบการสามารถรักษาการจ้างงานและลงทุนต่อได้
@ เชื่อมเวทีโลก เปิดตลาดใหม่ให้ SMEs ไทย
การประชุม IMF และกลุ่มธนาคารโลกเป็นโอกาสให้ไทยสร้างเครือข่ายกับผู้กำหนดนโยบาย สถาบันการเงิน และภาคธุรกิจจากต่างประเทศ แต่การส่งต่อโอกาสเหล่านี้ถึง SMEs ต้องมีหน่วยงานช่วยเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ เพราะผู้ประกอบการรายเล็กจำนวนมากยังมีข้อจำกัดด้านข้อมูล เงินทุน และการเข้าถึงคู่ค้าต่างประเทศ ไทยจึงควรดำเนินการ 3 เรื่องสำคัญ
1. จับคู่ธุรกิจให้ตรงกับโอกาสทางตลาด: ใช้กิจกรรมคู่ขนานและเครือข่ายจากการประชุมเชื่อม SMEs ที่มีความพร้อมกับผู้ซื้อ คู่ค้า และนักลงทุนที่เกี่ยวข้อง พร้อมติดตามผลหลังการพบปะ เพื่อพัฒนาการหารือไปสู่คำสั่งซื้อและความร่วมมือจริง
2. ยกระดับมาตรฐานให้เข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้: สนับสนุนความรู้และลดภาระต้นทุนในการพัฒนามาตรฐาน เช่น ความปลอดภัยอาหาร การตรวจสอบย้อนกลับ และข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม โดยให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของสินค้าและตลาดเป้าหมาย เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและโอกาสแข่งขันของ SMEs ไทย
3. เชื่อม SMEs เข้ากับการลงทุนใหม่: ส่งเสริมให้ผู้ลงทุนต่างประเทศใช้สินค้า ชิ้นส่วน และบริการจากผู้ประกอบการไทย พร้อมพัฒนาทักษะ เทคโนโลยี และเงินทุนหมุนเวียนของ SMEs เพื่อให้สามารถรองรับคำสั่งซื้อและเป็นคู่ค้าได้อย่างต่อเนื่อง
ข้อเสนอแนะ : เปลี่ยนผลการประชุมเป็นการสร้างงานและรายได้ของคนไทย
ความสำเร็จของการประชุม IMF และกลุ่มธนาคารโลกครั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าประเทศไทยจะสามารถต่อยอดความรู้ ความเชื่อมั่น และเครือข่ายความร่วมมือให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด หากการดำเนินงานสิ้นสุดเพียงการจัดประชุมและประชาสัมพันธ์ประเทศ โอกาสในการสร้างผลประโยชน์ระยะยาวจะสูญเสียไป รัฐบาลจึงต้องเปลี่ยนผลการหารือให้เป็นการลงทุน การสร้างงาน และรายได้ที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง
รัฐบาลควรจัดทำแผนติดตามผลหลังการประชุม โดยระบุโครงการ ผู้รับผิดชอบ กำหนดเวลา และตัวชี้วัดที่ชัดเจน พร้อมดำเนินการตามข้อเสนอ 5 ประการ
1. ติดตามการลงทุนให้เกิดขึ้นจริง: นำข้อหารือกับนักลงทุนและสถาบันการเงินมาจัดทำแผนดำเนินงาน ติดตามตั้งแต่การตัดสินใจลงทุน การอนุญาต จนถึงการเปิดดำเนินกิจการ พร้อมแก้ไขอุปสรรค
2. เชื่อมการลงทุนกับคนและธุรกิจไทย: ส่งเสริมการจ้างแรงงานไทย การพัฒนาทักษะ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการในประเทศ เพื่อให้ประโยชน์จากการลงทุนกระจายไปถึงธุรกิจท้องถิ่นและ SMEs
3. ยกระดับเกษตรและอาหารแปรรูป: ใช้ความร่วมมือด้านความรู้ เทคโนโลยี และเงินทุนมาพัฒนามาตรฐาน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการแปรรูป พร้อมเชื่อมโยงตลาด เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและรายได้ของเกษตรกรกับผู้ประกอบการไทย
4. แก้หนี้ครัวเรือนและลดต้นทุนอย่างตรงจุด: สนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือน และการเข้าถึงเงินทุนของ SMEs ที่มีศักยภาพ ควบคู่กับการลดต้นทุนพลังงาน และโลจิสติกส์ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น
5. รายงานผลให้ประชาชนตรวจสอบได้: เปิดเผยความคืบหน้าเป็นระยะว่าเกิดการลงทุนจริง การจ้างงาน คำสั่งซื้อ และรายได้เพิ่มขึ้นเท่าไร รวมถึงประโยชน์ที่กระจายถึงเกษตรกร แรงงาน และ SMEs เพื่อใช้ประเมินผลและปรับมาตรการให้ตรงเป้าหมาย
ความสำเร็จของการเป็นเจ้าภาพต้องวัดว่า “คนไทยมีงานที่ดีขึ้น รายได้เพิ่มขึ้น และ SMEs มีโอกาสเติบโตมากขึ้นเพียงใด”