คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangสิงห์บุรี · เปลี่ยน

สธ.สั่งรีเช็กสถานดูแลผู้สูงอายุ 1,200 แห่งทั่วประเทศ ให้เสร็จใน 2 เดือน

ที่มา: มติชน

สธ.สั่งรีเช็กสถานดูแลผู้สูงอายุ 1,200 แห่งทั่วประเทศ ให้เสร็จใน 2 เดือน ป้องกันซ้ำเคสเมืองกาญจน์

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจสอบสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ กรณีสถานดูแลผู้สูงอายุใน จ.กาญจนบุรี ว่า ขณะนี้ทางท่านอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ได้ลงนามในคำสั่งเพิกถอนในอนุญาตของสถานดูแลผู้สูงอายุดังกล่าวแล้ว โดยข้อมูลพบว่า มีผู้ป่วยประมาณเกือบ 100 ราย ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 18–59 ปี และเป็นผู้ป่วยจิตเวชทั้งหมด โดยได้มอบหมายให้อธิบดีกรมสุขภาพจิตเข้าไปตรวจสอบและดูแล หากญาติมีความประสงค์ที่จะนำผู้ป่วยกลับไปดูแลเอง หรือไปที่ศูนย์อื่น กระทรวงสาธารณสุขก็ไม่ได้ขัดข้อง ส่วนญาติที่ยังไม่ตัดสินใจ ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลโดยบุคลากรและศูนย์ให้บริการของโรงพยาบาลต่างๆ ของกรมสุขภาพจิตต่อไป

นายพัฒนากล่าวว่า ได้เน้นย้ำกับอธิบดีกรมสุขภาพจิตว่า ผู้ป่วยเกือบ 100 ราย ก่อนที่จะส่งตัวไปสถานบริการอื่น ขอให้กรมสุขภาพจิตเข้าไปตรวจสอบและประเมินอาการอย่างถี่ถ้วน เนื่องจากจากการตรวจสอบเวชระเบียนของผู้ป่วยที่อยู่ในศูนย์เบื้องต้น พบว่ามีการเขียนเวชระเบียนหลายครั้งอาจไม่ได้มีความละเอียดมากนัก ดังนั้นการประเมินว่าผู้ป่วยแต่ละคนมีปัญหาด้านสุขภาพจิตมากน้อยเพียงใด จึงต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปตรวจสอบและประเมินอีกครั้งโดยละเอียด ทั้งนี้ สำหรับสถานประกอบการเพื่อสุขภาพที่ขออนุญาตให้บริการดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง ไม่สามารถรับผู้ป่วยจิตเวชที่มีอาการรุนแรงหรืออยู่ในภาวะที่ต้องควบคุมพฤติกรรมได้ เนื่องจากลักษณะการให้บริการไม่ใช่การดูแลผู้ป่วยจิตเวชในลักษณะดังกล่าว

ด้าน นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า สำหรับมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยจิตเวชนั้น กรณีผู้ป่วยที่อาละวาดหรือคลุ้มคลั่งและต้องควบคุมพฤติกรรม จะมีห้องแยกเฉพาะไว้สำหรับควบคุมพฤติกรรม โดยต้องมีความแข็งแรง และภายในห้องจะต้องจัดอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย แต่สำหรับผู้ป่วยปกติ การดูแลในลักษณะที่เกิดขึ้นในกรณีดังกล่าวถือว่าไม่ใช่มาตรฐาน และไม่ใช่สิ่งที่จะใช้ดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง รวมถึงผู้ป่วยจิตเวชที่อยู่ในอาการปกติ ก็ไม่ใช่มาตรฐานที่จะดูแลในลักษณะดังกล่าว การควบคุมพฤติกรรมผู้ป่วยจิตเวชจะต้องพิจารณาตามอาการของผู้ป่วย หากเป็นผู้ป่วยที่มีอาการคลุ้มคลั่งและจำเป็นต้องควบคุมพฤติกรรม จึงจะมีพื้นที่หรือห้องแยกเฉพาะสำหรับการดูแล โดยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นสำคัญ

เมื่อถามถึงผู้ดำเนินการสถานประกอบการว่าเป็นอดีตบุคลากรทางการแพทย์หรือไม่ นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดี สบส. กล่าวว่า จากข้อมูลที่ตรวจสอบเป็นอดีตพยาบาลหรือทีมงานต่างๆ ที่เคยทำงานในสถานพยาบาล ก่อนออกมาดำเนินการดูแลผู้สูงอายุและผู้ที่อยู่ในความดูแล โดยสถานประกอบการดังกล่าวดำเนินการมานาน และเมื่อมีพระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ.2559 ได้มายื่นขออนุญาตในปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่สถานประกอบการต้องดำเนินการขออนุญาตตามขั้นตอน

เมื่อถามว่าจะมีการตรวจสอบสถานประกอบการลักษณะเดียวกันทั่วประเทศหรือไม่ นพ.ภูวเดช กล่าวว่า สบส. จะมีหนังสือแจ้งไปยังศูนย์บริการเพื่อสุขภาพ ให้ตรวจสอบรีเช็กใหม่ทั้งหมด โดยจะดูว่าการดำเนินงานเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ และจะให้ดำเนินการตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน

นพ.ภูวเดช กล่าวว่า เบื้องต้นมีสถานประกอบการที่อยู่ในข่ายประมาณ 1,200 แห่ง กระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ โดยจะตรวจสอบว่าการดำเนินงานเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ หากพบส่วนใดที่ขาดจากมาตรฐาน ก็จะให้ดำเนินการแก้ไข และหากไม่สามารถดำเนินการได้ ก็ต้องพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

เมื่อถามถึงแนวโน้มการตั้งสถานดูแลผู้สูงอายุและการปรับแนวทางการอนุญาตในอนาคต นพ.ภูวเดช กล่าวว่า ในเรื่องการขออนุญาตมีแนวปฏิบัติอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นพระราชบัญญัติและเป็นกฎหมาย ซึ่งมีการดำเนินการตามขั้นตอน แต่ในส่วนของบุคลากรมีจำนวนงานที่เพิ่มขึ้น จึงต้องมาดูว่าหากปริมาณงานเพิ่มมากขึ้น จะต้องมีการเพิ่มการติดตามหรือไม่ และการออกใบอนุญาตหรือติดตามสถานประกอบการจะต้องดำเนินการอย่างไรให้สอดคล้องกัน

เมื่อถามว่าจะมีการปรับแนวทางการออกใบอนุญาตหรือเพิ่มการติดตามสถานประกอบการหรือไม่ นพ.ภูวเดช กล่าวว่า คงต้องมาดูรายละเอียดก่อนว่า การออกใบอนุญาตหรือการติดตามสถานประกอบการจะต้องดำเนินการอย่างไร เนื่องจากปัจจุบันมีปริมาณสถานประกอบการเพิ่มมากขึ้น ซึ่งต้องดูว่าระบบการติดตามและการกำกับดูแลจะต้องปรับอย่างไรให้เหมาะสม

ความคิดเห็น