คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangสิงห์บุรี · เปลี่ยน

ลองแล้วไม่ผิดหวัง สัมผัสแรก ทดสอบ Mazda CX-6e

ที่มา: ไทยรัฐ

ตอนเห็นโบว์ชัวร์ Mazda CX-6e ครั้งแรก ภาษาการตลาดที่ประเคนเข้ามาอย่าง The Art of Human e-SUV หรือ Crafted to Move You มันก็ฟังดูเป็น Mazda ดีนั่นแหละ แต่พอเจาะดูรายละเอียดสเปกตัวรถจริงๆ ที่ยาว 4.9 เมตร กับน้ำหนักตัวที่พกแบตเตอรี่ LFP ขนาด 77.9 kWh เข้าไป คำถามแรกที่เด้งขึ้นมาในหัวทันทีคือ พี่จะเอาตัวถังใหญ่ขนาดนี้ ไปเซ็ตช่วงล่างแบบ Jinba-Ittai ยังไงวะเนี่ย? แต่... อย่าลืมว่า รถใหญ่กว่าอย่าง CX-8 เค้าก็เซ็ตมานวลได้ แค่ CX-6e ร่างทรงของ Deepal S07 ที่เล็กว่า บอกเลย ขนมหวาน ทานง่าย ไม่ระคายท้อง สำหรับการจูนช่วงล่างแนวคนบังคับม้าของ Mazda หมายความว่า ม้าและคนขี่ หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ทีนี้แหละความมันก็บังเกิด!

เอาเรื่องระยะทางก่อน CX-6e เคลมว่ารุ่นรองท็อป Premium วิ่งได้ 555 กิโลเมตร (NEDC) ต่อการชาร์จ ตัวเลขนี้ใครขับรถไฟฟ้าเป็นประจำคงรู้กันดีว่าวิ่งจริงถนนเมืองไทยต้องเผื่อใจไว้หน่อย ทั้งอากาศร้อนที่ไม่ค่อยจะถูกโฉลกกับแบตฯ EV และการใช้คันเร่งเลอะเทอะของคนขับ ตัดออกไปจากที่เคลม 100 กิโลเมตร คือระยะทางที่ไปได้ซึ่งน่าจะตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด แต่จุดที่น่าสนใจคือ Dynamic Drive การวางมอเตอร์ขับเคลื่อนล้อหลัง กับกระจายน้ำหนัก หน้า-หลัง แบบ 50:50 การเซ็ตช่วงล่างซึ่งค่ายญี่ปุ่นอย่าง Mazda ย้ำนักย้ำหนาว่า ลงลึกและจูนมาอย่างละเอียดเพื่อการทรงตัว+การรองรับแรงบิดช่วงออกโค้งที่เนียนและหนึบแน่น

ถึงจะเป็น SUV ไฟฟ้าไซส์กลาง หนักสองตันกว่า แต่ไม่ยอมทิ้งฟีลลิ่งการขับเข้าออกโค้งแบบ Mazda อย่างแน่นอน พอขับจริงก็ทำได้แบบที่พูดไว้ โดยเฉพาะรุ่น Premium ล้อ 19 นิ้วนี่เหมาะเลย ส่วนรุ่นท็อป Premium Sport ล้อ 21 นิ้ว ได้หล่อเต็มซุ้มและเกาะถนน แต่เปลืองพลังงานและเปลี่ยนยาง Pilot Sport SUV แต่ละที ถ้าเลือกยางดีมีคุณภาพแบบยางติดรถมาจากโรงงาน เห็นราคาสี่เส้นของล้อขอบ 21 นิ้ว อาจลมจับได้ แน่นอนว่าล้อ 21 นิ้วในย่านความเร็วสูงนั้นเกาะถนนมากกว่า ล้อ 19 นิ้ว แต่อาการกระด้าง สะเทือน จะมากกว่าล้อ 19 นิ้วอย่างเห็นได้ชัด ส่วนตัว ถ้าไม่ได้ยึดติดกับงานภายในแบบทูโทนที่สวยโคตร เลือกรุ่นรองท็อป Premium จะได้ความนุ่มนวลมากกว่า และประหยัดไปได้สี่หมื่นบาท บางคนบอก ต่างกันแค่นั้นไปรุ่นท็อปทีเดียว จบ .....

เข้ามาดูข้างใน... อันนี้ล้ำจริง จอใหญ่ Ultra-Wide 26.45 นิ้ว ความละเอียด 5K ยัดมากลางคอนโซล มีจอด้านหลังให้คนนั่งแยกกด สั่งงานด้วยเสียงด้วยท่าทางจัดมาเต็ม ลำโพง 23 ตัวกับไฟ Ambient 256 สี... โอเค ฟังก์ชันพวกนี้ใส่มาเอาใจสายแกดเจ็ตเต็มที่

แต่จุดที่อาจเกิดข้อถกเถียง คือเรื่อง "กระจกมองข้างและมองหลังแบบดิจิทัล"ในเอกสารแจ้งว่า ช่วยลดจุดอับสายตา แต่ในการใช้งานจริงบนถนนเมืองไทย การให้กล้องเพรียวบางมาแทนกระจกเงาข้างรถ มันเป็นเรื่องที่คุณต้องไปลองมองดูเองก่อน เพราะสายตาที่มองหน้าจอมือถือหรือจอแบนในรถ มันไม่มีมิติความลึก (Depth) เหมือนมองผ่านกระจกทมองข้างแบบเดิมๆ ใครชินก็สบายใช้งานได้อย่างปลอดภัย ใครไม่ชินแบบผมรับรองว่ามีหลอนตาอยู่พอสมควร และต้องใช้เวลาในการปรับมุมมองจากกระจกมองข้างธรรมดาไปเป็นมองจากจอภาพผ่านการทำงานของกล้อง เรื่องความคมชัดไม่มีปัญหา ฝนตกก็ยังมองได้อย่างชัดเจน เหลือแค่ ปรับความรู้สึกของมุมมองด้านข้างรถทั้งหมดนั่นเองเพราะการมองผ่านกล้องที่ตำแหน่งกระจกมองข้าง เป็นเรื่องที่ทำให้คนที่ใช้ครั้งแรก ต้องปรับตัวปรับสายตาและความรู้สึกกันพอสมควร ไม่ใช่ว่าไม่ดี เพราะนี่คือเทคโนโลยีใหม่ของระบบความปลอดภัยที่ทำให้รถยุคใหม่ ไฮเทคมากยิ่งขึ้นจนตามแทบจะไม่ทัน

เรื่องพื้นที่สัมภาระ ท้ายรถเก็บได้ 468 ลิตร พับเบาะได้ 1,434 ลิตร มี Frunk ด้านหน้าให้อีก 80 ลิตร ไว้ซุกสายชาร์จ ถือว่ากว้างสะใจตามมิติตัวรถที่มีฐานล้อยาวถึง 2,902 มม. ส่วนเรื่องระบบความปลอดภัย ADAS อัดมา 17 ระบบ ถุงลม 9 ใบ ตามมาตรฐานรถครอสโอเวอร์อเนกประสงค์ (กันซะจริงๆ) ในยุค 2026

ดูสเปกภายนอกกับตัวถังไปแล้ว ลองมาส่องดูรายละเอียดงานตกแต่งภายใน อุปกรณ์ ของเล่นและของที่มีเอาไว้โชว์ + แคมเปญการขายที่ Mazda ใส่เข้ามาใน CX-6e คันนี้กันบ้างครับ บอกเลยว่ารายละเอียด โคตรเยอะ

งานตกแต่งและพื้นที่ห้องโดยสาร แยกความสวยชัดเจนระหว่างรุ่นท็อป กับรุ่นรองท็อป Mazda ลงมืออย่างหนักเพื่อออกแบบห้องโดยสารภายใต้ปรัชญา KODO (เน้นความสงบ สุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่น) แต่ถ้าดูจากตัวเลขออปชันและความสวยงาม มีจุดต่างที่ต้องเลือกระหว่างราคาที่แตกต่างกันแค่สี่หมื่นบาทเท่านั้นเอง

รุ่น Premium ตกแต่งด้วยผ้าและหนังสีดำ ส่วนรุ่น Premium Sports ตกแต่งด้วยหนังสังเคราะห์แบบทูโทนสีม่วง - ขาว เพิ่มระบบระบายอากาศเบาะนั่ง (Seat Ventilation) และระบบอุ่นเบาะคู่หลัง (Seat Warmer) พื้นที่เหนือศีรษะหน้า 1,013 มิลลิเมตร หลัง 994 มิลลิเมตร ส่วนพื้นที่วางขาด้านหลังยาวถึง 990 มิลลิเมตร ระยะวางเข่า 122 มิลลิเมตร เบาะหน้าเว้าหลังเบาะรองรับขา 150 มม. นั่งแล้วพื้นที่เหลือๆ ไม่จมติดพื้นแบบ 6e ซีดานแน่นอน

หลังคากระจก Panoramic Glass Roof 1.05 ตารางเมตร มาพร้อมม่านบังแดดไฟฟ้า ไม่ต้องเอาไปติดฟิลม์ก็เพราะมีม่านไฟฟ้าทึบแสงที่ช่วยทำให้ฤดูร้อนเดือนเมษายนใน CX-6e ยังคงเย็นย่ำฉ่ำอุรานี่แหละ ตรงนี้ถือว่าดีเลย ส่วนหลังคากระจกบานใหญ่ขนาด 1.05 ตารางเมตร ให้มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เรื่องความร้อนในเมืองไทย มีออปชันกันความร้อนมาแบบจัดเต็ม ด้วยกระจกลามิเนตสะท้อนความร้อน กันรังสี UV 99.7% แสงสว่างผ่านได้แค่ 35% มีม่านบังแดดไฟฟ้า สั่งปิดได้ด้วยการสัมผัสเพียงครั้งเดียว

หน้าจอ 5K ระบบเสียง Mazda. ลงมือทำเองแล้ว เพราะสั่ง Bose แล้วทำให้รถมีต้นทุนแพงเกินไป ลำโพง (แอบกระซิบว่าเป็นของโซนี่แหละนะ) มากถึง23 ตัว รอบห้องโดยสาร โดยเฉพาะฝังลำโพง 2 ตัวเอาไว้ในหัวหมอนพนักพิงศีรษะ ส่วนหน้าจอ Center Display 26.45 นิ้ว ความละเอียด 5K ชัดตาแตกพอๆ กับ iMAC 27" ของสตีป จ๊อบ ความหนาแค่ 9.5 มม. อัตราส่วน 32:9 เคลือบสารอะลูมิเนียม-ซิลิคอน ลดแสงสะท้อนและกันรอย มาพร้อมจอมาตรวัด เป็นแบบ AR Head-Up Display ยิงขึ้นกระจกหน้า สะท้อนใส่ลูกตาคนขับทำให้อ่านค่าตัวเลขความเร็วและอื่นๆ โดยไม่ต้องละสายต ส่วนจะมองชัดเจนหรือไม่ ก็ต้องใช้เวลาปรับตัวกันสักครู่

เครื่องเสียงลำโพง 23 ตัว มีลำโพงฝังพนักพิงศีรษะคู่หน้า แยกการทำงานได้ เวลาโทรศัพท์หรือฟังเสียงนำทาง เสียงจะออกที่หมอนรองหัวคนขับโดยตรง ไม่รบกวนคนนั่งหลังที่กำลังนอนหลับ ระบบอินโฟเทนเม้นท์ รองรับ Wireless ทั้ง Apple CarPlay & Android Auto ที่น่าแปลกใจก็คือ Mazda เอาระบบสั่งงานด้วยท่าทางที่ BMW เลิกใช้ไปแล้ว มาใส่ไว้ใน CX-6e ด้วย ระบบสั่งการโดยท่าทาง หรือ Gesture Control นอกจากคำสั่งเสียง "Hi Mazda" ที่ปรับแอร์/ไฟ Ambient 256 สีแล้ว งานนี้เล่นใหญ่ใส่ระบบ สั่งการด้วยท่าทาง 7 แบบ มาให้ลองเล่นกันด้วย

สัญญาณ 'OK' เปิดระบบนำทางพากลับบ้าน

สัญญาณ 'กำปั้น' เปิดนำทางไปที่ทำงาน

สัญญาณ 'ยกนิ้วโป้ง' ตั้งค่าเปิด/ปิด EV sound หรือเปิด CarPlay / Android Auto

สัญญาณ 'V' เปิดกล้องในรถ / ถ่ายภาพ

สัญญาณ 'รูปหัวใจด้วยนิ้ว' เพิ่มสถานีวิทยุรายการโปรด

สัญญาณ 'โบกมือไปทางซ้าย/ขวา' เล่นเพลงก่อนหน้า / ถัดไป

มาดูแบตเตอรี่พร้อมสเปกชาร์จไวแบบฉ่ำๆ หรือ DC FAST CHARGE กันดีกว่า เริ่มจากตัวเก็บประจุไฟฟ้า เป็นแบตเตอรี่ LFP ความจุ 77.9 kWh ชาร์จด่วน DC จาก 30% - 80% ภายใน 15 นาที ชาร์จ DC จาก 10% - 80% ภายใน 24 นาที ตัวรองท็อป Premium ชาร์จเต็มเคลมวิ่งไกล 555 กิโลเมตร ส่วนตัวท็อป Sport วิ่งไกล 530 กิโลเมตร แน่นอนครับ พอเป็นรถไฟฟ้า เราหักที่บริษัทรถเคลมมาได้เลย 100 กิโลเมตร สำหรับการขับใช้งานปกติที่ไม่ได้เน้นแข่งกับรถส่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐในอดีต เอาเป็นว่า รุ่นรองท็อป วิ่งได้ 455 กิโลเมตร ส่วนรุ่นท็อป 430 กิโลเมตร ใช้งานในเมือง ไปกลับ ชลบุรี นครนายก สุพรรณบุรี เพชรบุรี แบบวิ่งไป-กลับรวดเดียว 400 กิโลเมตร โดยไม่ต้องแวะชาร์จได้เลย แต่อย่าเผลอ กดคันเร่งเพลินนะครับ เมื่อวาน ผมเพลินไปหน่อยมันวิ่งไปถึง 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแบบนิ่งสนิท แต่ไฟในแบตฯ ร่วงวูบๆๆๆ ขับแค่ 100-120 จะวิ่งเจ้า CX-6e ได้ไกลขึ้นพอๆกับตัวเลขที่ผมบอกครับ

มาที่ระบบเตือนเมื่อผู้ขับเหนื่อยล้าขณะขับขี่ DMS ตัวแทรกแซงการขับที่น่าจะมีปุ่มปิดการทำงาน เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่หันหน้าไม่มองถนน ระบบจะส่งสัญญาณเตือนทันที สำหรับคนขับที่ชอบมองโน่นนี่นั่น มันจะร้องทั้งวันจนคุณรำคาญ ขออธิบายการทำงานของระบบเฝ้าระวังที่ตื่นกลัวเกินเหตุไปนิดนึง นี่คืออุปกรณ์และเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ของ ระบบเฝ้าระวังภายในห้องโดยสารที่มีให้เห็นในรถยนต์ยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรถญี่ปุ่นหรือจีน หรือแม้แต่รถยุโรปบางแบรนด์ (ซึ่งมีปุ่มปิดการทำงานได้)

เริ่มจาก Infrared CCD Camera หรือกล้องอินฟราเรด ตัวกล้องเป็นเลนส์ขนาดเล็กที่ทำงานร่วมกับหลอดไฟ LED อินฟราเรด (IR LED) ยิงแสงความยาวคลื่นย่านอินฟราเรดเข้าหาใบหน้าคนขับ ทำให้กล้องสามารถตรวจจับและจับภาพหน้าของคุณได้อย่างคมชัด แม่นยำ ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นกลางแดดจ้า หรือตอนกลางคืนที่มืดสนิท ความสามารถพิเศษของมันก็คือ การสแกนทะลุทะลวงผ่านแว่นสายตาหรือแว่นกันแดดบางชนิดได้อย่างสบายๆ ผมใส่แว่นกันแดดโพราไรซ์ มันส่องทะลุเห็นลูกกะตาตอนที่ไม่ได้มองทางชัดเจน พร้อมกับส่งเสียงเตือนอย่างน่ารำคาญว่า แกรควรมองถนนให้มากกว่านี้ หรือไม่ก็จอดแล้วไปนอนซะ!!

กล้องอินฟาเรดตัวยนี้ ไม่ได้บันทึกภาพเป็นไฟล์วิดีโอ ตัวกล้องไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกล้องบันทึกภาพแบบ CCTV แต่จะแปลงภาพใบหน้าของคนขับให้กลายเป็น พิกัด จุด และข้อมูลตัวเลข ในแบบ Real-time เพื่อนำไปประมวลผลว่าคนขับกำลังมองทางหรือเหล่สาวข้างทาง จึงไม่มีการเซฟรูปหรือส่งภาพออกนอกตัวรถ

หลักการตรวจจับและประมวลผล ระบบจะสแกนองค์ประกอบหลักบนใบหน้าคนขับ 3 ส่วนเพื่อวิเคราะห์สถานะ

- Gaze Tracking (ตรวจจับทิศทางสายตา) กล้องจะจับตำแหน่งของรูม่านตา (Pupil) เพื่อคำนวณทิศทางการมอง (Line of Sight) หากสายตาเบี่ยงออกจากโซนกึ่งกลางถนนตรงหน้าเกินระยะเวลาที่กำหนด (เช่น ชำเลืองมองจอกลางนานเกินไป หรือหันมองวิวข้างทาง) ระบบจะถือว่าเกิดภาวะ Inattentive Driving (เสียสมาธิ)

- Head Pose Estimation (ตรวจจับองศาการหันของศีรษะ) คำนวณแกนหมุนของหัว (ก้ม, เงย, เอียง, หันซ้าย-ขวา) หากทิศทางศีรษะไม่สัมพันธ์กับเส้นทางขับขี่ หรือหัวเริ่มสัปงกเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ระบบจะเริ่มแจ้งเตือนทันที

- Eyelid Movement & Blinking Rate (ตรวจจับการกะพริบตาและเปลือกตา) วัดความถี่ในการกะพริบตา และระยะเวลาการหลับตา (Eye Closure Duration) เพื่อวิเคราะห์ภาวะสะสมความเหนื่อยล้า (Drowsiness Detection)

4. การทำงานร่วมกับระบบความปลอดภัยอื่น (i-ACTIVSENSE Integration)

นอกจากจะส่งเสียงร้องเตือนเตือนหน้าจอให้คนขับพักผ่อนแล้ว กล้อง DMS ยังเป็น "ตัวกระตุ้นความไว" ของระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันตัวอื่น

5. ข้อจำกัดทางเทคนิคที่ทำให้เกิดสัญญาณเตือนพร่ำเพรื่อ แล้วทำไม ระบบความปลอดภัยที่ น่าจะดี กลับสร้างความรำคาญให้กับนักขับสายมองโน่นมองนี่ นั่นเกิดจากกลไกตั้งค่าที่ไวเกินไปในบางสถานการณ์

พฤติกรรมกวาดสายตามองกว้าง คนขับที่ชอบมองกระจกหลัง กระจกข้าง หรือดูสภาพแวดล้อมริมทางบ่อยๆ กล้องจะมองว่าทิศทางสายตา (Line of Sight) ฉีกออกจากแนวตรงกลางนานเกิน 1.5 - 2 วินาที

ระบบรองรับ ช่วงล่างหน้าแมคเฟอร์สันสตรัท / หลังมัลติลิงก์ กระจายน้ำหนัก 50:50 ตามสไตล์ Jinba-Ittai จุดเด่นของ Mazda CX-6e บอกตรงนี้เลยว่า ต่างจากรถจีนชัดเจน การซับแรงสะเทือนของล้อ 19 นิ้ว เนื่องจากใช้ยางที่มีแก้มสูงกว่าขอบ 21 นิ้ว ขับแล้วให้ความนุ่มนวลและสบายตัวมากกว่าล้อใหญ่ ส่วนรุ่นท็อปที่ใส่ล้อ 21 นิ้ว ยาง 255/40R21 Pilot Sport SUV มาให้ แก้มที่เตี้ยกว่าพอเจอทางปูนหรือถนนที่ไม่เรียบ อาการกระด้างก็จะมากกว่าล้อ 19 นิ้ว แต่ผมรับได้ เพราะรถเยอรมันล้อโตๆ ก็วิ่งทรงนี้ทั้งนั้น คือ เจอหลังเต่าลอนคลื่นก็จะกระด้างเห็นๆ แต่พอเจอทางลาดยางเรียบๆ นี่วิ่งออกแนวพระเอกหนังไทยกันเลยทีเดียว จัดไป 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยังนิ่งสนิทไม่มีอาการส่ายหรือร่อน เก็บอาการในโค้งได้เป็นกลางดี อาจไม่เนียนเท่ากับ Mazda ที่วางเครื่องสันดาป เพราะแบตเตอรี่ที่วางอยู่ใต้พื้นรถ เซ็ตยังไง ก็กลบฟิลลิ่งรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้อยู่ดีนอกจากจะใช้กันสะเทือนถุงลมหรือโช้คอัพไฟฟ้าแปรผันการทำงานอย่างรถจีนพรีเมี่ยมบางแบรนด์ ถุงลมนั้นดีกว่าแน่นอน แต่เวลาเสียเคยทำเจ้าของหน้ามืดมาแล้วด้วยราคาค่าซ่อมหรือเปลี่ยนใหม่ที่สูงกว่าโช้ค+ สปริง ปกติ หลายเท่าตัว

พวงมาลัยไฟฟ้าเป็นอีกจุดที่ทำออกมาได้ดีเกินคาด แม่นยำ เฉียบคมตอนเปลี่ยนทิศทาง มีน้ำหนักผกผันไปตามโหมดขับเคลื่อนหรือความเร็วที่ใช้อยู่ ณ ตอนนั้น ผมชอบพวงมาลัยที่ค่อนข้างจะตึงมือนิดๆ และ CX-6e ก็มีสัมผัสของพวงมาลัยแบบนั้นพอดิบพอดี ส่วนการเก็บเสียง ทำได้ตามเกณฑ์ของราคา 1.2 ล้านบาท วิ่ง 80-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นความเร็วในเมืองที่ใช้บ่อย CX-6e เงียบในแบบที่ควรจะเป็น พอขยับไป 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในล้อ 21 นิ้ว เสียงยางบดลงไปบนถนนเริ่มดังเข้ามาให้ได้ยินแต่ไม่ได้มากมายอะไรจนรู้สึก รำคาญ สำหรับเครื่องเสียง เมื่อไม่ต้องพึ่งพา Bose ซึ่งทำให้รถมีอุปกรณ์ราคาสูง การเลือกใช้ลำโพงโซนี่ผลิตในจีนให้เสียงที่ใกล้เคียงกับ Bose ที่อยู่ใน CX-5 เนื่องจากกระหน่ำลำโพงเข้าไปถึง 23 ตำแหน่ง เล่นเพลงบรรเลงที่ใช้เครื่องดนตรีออครูสติกนี่ลืมเสียงจากลำโพง Bose ไปเลย

สรุป

ออปชันและตัวเลขโปรโมชันที่ Mazda อัดมาให้ใน CX-6e คันนี้ ถือว่าตั้งใจมาชนกับค่ายจีน ทั้งเรื่องรับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี แถมโฮมชาร์จ ABB และดอกเบี้ย 1.88% บวกความมั่นใจของศูนย์บริการ Mazda

แต่สุดท้าย คือ "องค์ประกอบเสริม" ครับ สิ่งที่จะตัดสินใจว่าคุณจะควักเงิน 1.259 - 1.299 ล้านบาท ยังคงอยู่ที่ สัมผัสของช่วงล่างและความคุ้นชินในการมองกระจกกล้องดิจิทัล เวลาที่คุณลงไปนั่งหลังพวงมาลัยจริงนั่นเอง!

ถ้าอยากได้รุ่นท็อป Premium Sport ที่แพงกว่ารองท็อปแค่สี่หมื่นบาทเท่านั้น ไปลองขับดูก่อนว่ารับเรื่องกระด้างของล้อ 21 นิ้วได้หรือเปล่า รวมถึงการเปลี่ยนจากกระจกมองข้างมาเป็นกล้องมองข้าง มุมมองที่เปลี่ยนไปแบบแบนๆ ทำให้ต้องปรับตัวปรับตากันพอสมควร สองจุดนี้ ถ้ารับได้ ออกรุ่นท็อปไปเลยครับ เพราะภายนอกภายในของ CX-6e คือ โคตรสุดครับ.

แคมเปญสุดเอกคลูซีฟ (ออปชันโปรโมชันเปิดตัว)

ดอกเบี้ยพิเศษ 1.88%

ประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี

โปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถไฟฟ้า 8 ปี

รับประกันคุณภาพรถยนต์ 8 ปี

คุ้มครองแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน 8 ปี

บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 8 ปี

Home Charger แบรนด์ ABB สวิตเซอร์แลนด์ พร้อมติดตั้งฟรี มูลค่า 39,990 บาท

ระบบ Mazda Connectivity 5 ปี (ใช้แอป MAZDA6e, สั่งการด้วยเสียง, ระบบนำทาง)

ถุงลมนิรภัย 9 ตำแหน่งรวมถุงลมนิรภัยตรงกลางด้านหน้า

กล้องมองรอบคัน 360 องศา แบบ See-Through View พร้อมเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้า และด้านหลัง

ระบบควบคุมความเร็ว และพวงมาลัยตามรถคันหน้า CTS

ระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ HBC

ระบบเตือนการชนด้านหน้า FOW

ระบบเตือนการชนด้านหลัง RCW

ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ SBS

ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติด้านหลัง SBS-RC

ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ AEB

ระบบป้องกันการชนครั้งที่สอง SCR

ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LAS   JPG+ 4JOY DRIVES LIVES   JPG

ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน LDWS

ระบบป้องกันรถเบี่ยงออกนอกเลน LDP

ระบบช่วยควบคุมรถกลับเข้าสู่เลน ELK

ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM

ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA

ระบบเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการถูกชนขณะเปิดประตู DOW

ระบบช่วยควบคุมระยะห่างกับรถคันหน้า FDM

ระบบตัดกำลังอัตโนมัติเมื่อผู้ขับเหยียบแป้นเบรก และคันเร่งพร้อมกัน BOS

ระบบเตือนเมื่อผู้ขับเหนื่อยล้าขณะขับขี่ DMS

ระบบตรวจสอบแรงดันลมยางอัตโนมัติ TPMS

ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉินเตือนอัตโนมัติ เมื่อเบรกกะทันหัน ESS   JPG+ 4

อาคม รวมสุวรรณ

E-Mail [email protected]

Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom

ความคิดเห็น