’เอกนิติ‘ เปรียบไทยเรือลำเล็กฝ่าพายุเศรษฐกิจโลก ชูลงทุนต่างชาติเปลี่ยนโครงสร้าง พร้อมเร่งคว้าโอกาสจากอาเซียน 700 ล้านคน ไม่ให้ตกขบวน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในเวที Debate on the Global Economy Forging Resilient and Dynamic Economics for the Future ในการประชุมประจำปีของกลุ่มธนาคารโลกและ IMF ครั้งที่ 81 วันที่ 15 ต.ค.2569 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ
นายเอกนิติ ได้กล่าวสะท้อนภาพความท้าทายของเศรษฐกิจโลกว่า ประเทศไทยเปรียบเสมือนเรือลำเล็กที่กำลังเผชิญพายุหลายลูกพร้อมกัน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่กระทบทั้งต้นทุนธุรกิจ การลงทุน การจ้างงาน และค่าครองชีพของประชาชน โดยความท้าทายสำคัญประกอบด้วยราคาพลังงานที่สูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น การขยายตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความแตกแยกของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น
แรงกดดันเหล่านี้เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ราคาพลังงานที่สูงขึ้นเพิ่มภาระต้นทุนแก่ภาคธุรกิจและประชาชน ขณะที่ดอกเบี้ยสูงทำให้ต้นทุนทางการเงินเป็นอีกข้อจำกัดต่อการลงทุน ส่วน AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบการผลิตและความต้องการทักษะแรงงาน ขณะเดียวกัน การแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐกิจทำให้บริษัทต่างๆ ต้องปรับห่วงโซ่อุปทานและกระจายแหล่งผลิต เพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนระหว่างประเทศ
ไทยจำเป็นต้องสร้างความยืดหยุ่นในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ด้วยนโยบายเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและเหมาะสม รักษาเสถียรภาพเพื่อให้ประเทศรับแรงกระแทกได้ พร้อมช่วยประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ให้สามารถรับผลกระทบและปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงได้
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความเสี่ยงดังกล่าว ไทยยังมีโอกาสจากการเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียน ซึ่งมีประชากรราว 700 ล้านคน และจากการที่บริษัททั่วโลกกำลังมองหาแหล่งผลิตและห่วงโซ่อุปทานทางเลือก ประเทศไทยจึงต้องใช้จุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานและสภาพแวดล้อมการลงทุน เพื่อดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศและสร้างฐานการผลิตในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
นายเอกนิติกล่าวว่า ไทยกำลังใช้โอกาสนี้ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ ทั้งปัญญาประดิษฐ์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และระบบคมนาคมแห่งอนาคต เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งโจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงดึงเงินลงทุน แต่ต้องทำให้คนไทยได้ประโยชน์จากการลงทุนด้วย
รัฐบาลจึงพยายามเชื่อมโยงบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนกับการพัฒนาทักษะแรงงาน ผ่านโครงการ Skill Bridge ซึ่งประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในไทย เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และเพิ่มทักษะที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมใหม่ พร้อมเปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน
นอกจากการพัฒนาคนและธุรกิจไทยแล้ว ยังต้องปรับปรุงกฎระเบียบและลดขั้นตอนราชการที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน เพื่อให้ภาคเอกชนดำเนินธุรกิจได้คล่องตัวขึ้น นายเอกนิติระบุว่า การลงทุนภาคเอกชนเติบโตมากกว่า 10% ติดต่อกันสองไตรมาส โดยใช้การลงทุนเป็นเครื่องมือพาประเทศกลับเข้าสู่เส้นทางการเติบโต และปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจผ่านการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง
อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติ ได้เปรียบโอกาสครั้งนี้เหมือนรถไฟความเร็วสูงที่กำลังเดินทางมาถึงประเทศไทย แต่ยังมีผู้คนจำนวนมากยืนอยู่บนชานชาลา ภารกิจของประเทศจึงต้องเปิดประตูให้คนไทยและธุรกิจไทยเข้าไปอยู่บนรถไฟขบวนนี้ให้ได้มากที่สุด เพื่อยกระดับผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขัน
”ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจโลก การสร้างภูมิคุ้มกันจึงต้องเดินควบคู่กับการคว้าโอกาส ไทยไม่เพียงต้องรักษาเสถียรภาพและช่วยผู้ได้รับผลกระทบ แต่ต้องเร่งพัฒนาคน เชื่อมโยงธุรกิจไทยเข้ากับการลงทุนใหม่ และทำให้เงินทุนจากต่างประเทศสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศอย่างแท้จริง จึงจะเปลี่ยนแรงกดดันจากโลกที่ผันผวนให้กลายเป็นแรงส่งต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้“