คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangสตูล · เปลี่ยน

Deepfake-Voice Cloning เมื่อมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมเสียงคนใกล้ตัวหลอกเหยื่อ

ที่มา: มติชน

หากจินตนาการภาพว่ามีโทรศัพท์สายหนึ่งดังขึ้นกลางวัน ปลายสายคือเสียงของน้องชายที่คุณคุ้นเคยมาทั้งชีวิต น้ำเสียง จังหวะการพูด และท่าทางร้อนรนล้วนเหมือนตัวจริงทุกอย่าง เขาบอกว่าติดขัดเรื่องเงินและต้องการความช่วยเหลือด่วน คนส่วนใหญ่ที่ได้ยินเสียงแบบนี้แทบไม่มีใครหยุดตั้งคำถามว่าปลายสายคือใครกันแน่ เพราะสัญชาตญาณของคนเราเชื่อสิ่งที่ได้ยินจากคนใกล้ตัวก่อนเสมอ

และนั่นคือช่องว่างที่มิจฉาชีพยุคใหม่เลือกใช้ เมื่อวันนี้ AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกขึ้น แต่ยังกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้ใบหน้าและเสียงของคนที่เรารักถูกลอกเลียนได้ แม้ภาครัฐจะเดินหน้าปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างต่อเนื่อง แต่กลโกงก็ไม่เคยหยุดนิ่ง มิจฉาชีพนำเทคโนโลยี AI และ Deepfake มาใช้ปลอมทั้งเสียง ภาพ และวิดีโอ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้สูงกว่าวิธีเดิมๆ ที่เคยใช้ ข้อมูลจากศูนย์ AOC 1441 ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมระบุว่า ประชาชนจำนวนมากเคยได้รับข้อความหรือเนื้อหาหลอกลวงที่สร้างด้วย AI ผ่าน SMS และโซเชียลมีเดียมาแล้ว ซึ่งหมายความว่ากลโกงรูปแบบนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป หากแต่เป็นภัยที่เข้ามาอยู่ในหน้าจอและสายเรียกเข้าของทุกคนแล้ว

รูปแบบแรกที่ควรรู้จักคือการปลอมเสียง หรือ Voice Cloning มิจฉาชีพอาศัยตัวอย่างเสียงที่เจ้าของเสียงเผยแพร่เองในคลิปบนโซเชียลมีเดีย นำไปให้ AI เรียนรู้และเลียนแบบเสียงของญาติ คนใกล้ชิด หรือบุคคลที่มีชื่อเสียง แล้วโทรหาเหยื่อเพื่อขอยืมเงิน ขอรหัส OTP หรือขอข้อมูลสำคัญ เคสจริงที่ AOC 1441 นำมาเล่าคือผู้เสียหายรายหนึ่งได้รับสายจากคนที่อ้างว่าเป็นน้องชาย เสียงใกล้เคียงตัวจริงและขอยืมเงินด่วน ผู้เสียหายจึงโอนเงินไป 79,000 บาท จนกระทั่งติดต่อน้องชายตัวจริงในภายหลังจึงรู้ว่าถูกหลอก และรีบแจ้งศูนย์ AOC 1441 เพื่อระงับบัญชี สิ่งที่น่าคิดคือ เหยื่อรายนี้ไม่ได้ขาดสติหรือประมาทเลินเล่อ เขาเพียงเชื่อเสียงที่ได้ยิน ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนทำ

รูปแบบที่สองคือการปลอมภาพและวิดีโอ (Deepfake) ซึ่งมักเป็นการแอบอ้างเป็นตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยงานต่างๆ เพื่อข่มขู่ให้โอนเงิน หรือสร้างสถานการณ์ให้เหยื่อตกใจจนไม่ทันคิด เคสที่สร้างความสูญเสียหนักที่สุดในชุดข้อมูลนี้มีมูลค่ากว่า 11 ล้านบาท เริ่มจากมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัทโทรคมนาคมชื่อดัง โทรมาแจ้งว่าชื่อของผู้เสียหายถูกนำไปเปิดซิมโทรศัพท์และเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ จากนั้นโอนสายต่อไปยังคนที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พร้อมส่งเอกสารที่คล้ายหมายศาลผ่าน Line แล้วนัดวิดีโอคอลสอบปากคำกับผู้ที่แอบอ้างเป็นตำรวจระดับสูง ให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และขู่ว่าหากไม่ให้ความร่วมมือจะมีความผิดทางกฎหมาย ด้วยความหวาดกลัว ผู้เสียหายจึงโอนเงินรวม 11,497,998 บาท ก่อนจะพบว่าติดต่อใครไม่ได้อีก เมื่อมองเคสนี้ให้ลึกลงไป จะเห็นว่าความน่ากลัวไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การร้อยเรียงเรื่องราวเป็นขั้นเป็นตอน ตั้งแต่เรื่องซิม เรื่องเว็บพนัน เรื่องหน่วยงานปราบปราม เอกสารที่ดูเป็นทางการ ไปจนถึงภาพบุคคลในเครื่องแบบบนหน้าจอวิดีโอคอล ทุกขั้นตอนทำหน้าที่ดันให้เหยื่อเข้าสู่ภาวะหวาดกลัวมากขึ้นทีละระดับ ในภาวะนั้นการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นสิ่งแรกที่หายไป และ AI ที่ทำให้ภาพกับเสียงดูสมจริงยิ่งขึ้น ก็ยิ่งช่วยปิดช่องที่เหยื่อเคยใช้สงสัย

ศูนย์ AOC 1441 รวบรวมสัญญาณเตือนไว้ 7 ข้อที่จะช่วยให้เรารู้ตัวทันเมื่อเกิดเหตุ

- สายที่โทรมาแล้วเงียบ หรือพยายามให้เราเป็นฝ่ายพูดก่อน ซึ่งอาจเป็นการเก็บข้อมูลหรือบันทึกเสียงของเราไว้ใช้ต่อ

- เสียงคล้ายคนรู้จักแต่โทรมาจากเบอร์แปลก โดยอ้างว่าเปลี่ยนเบอร์ใหม่หรือโทรมาจากต่างประเทศ

- การรีบพูดเรื่องเงิน ขอความช่วยเหลือด่วน อ้างเหตุฉุกเฉิน หรือเร่งให้โอนทันที เพื่อไม่ให้มีเวลาตรวจสอบ

- การเปิดบทสนทนาด้วยคำว่า จำเราได้ไหม เพื่อให้เหยื่อเอ่ยชื่อหรือข้อมูลส่วนตัวออกมาเอง แล้วนำไปใช้หลอกต่อ

- การอ้างเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ติดต่อผ่าน Line หรือวิดีโอคอล พร้อมขู่เรื่องคดี

- เสียงพูดที่ผิดธรรมชาติ น้ำเสียงเรียบเกินไป ไม่มีจังหวะหายใจ ออกเสียงเพี้ยน หรือหลีกเลี่ยงการสนทนาโต้ตอบยาวๆ

- วิดีโอที่มีความผิดปกติ เช่น ปากขยับไม่ตรงกับเสียง สีผิวหรือแสงเงาดูไม่สมจริง หรือการกะพริบตาไม่เป็นธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม ควรตระหนักว่าข้อสังเกตทางเทคนิคเหล่านี้มีอายุสั้นกว่าข้อสังเกตเชิงพฤติกรรมสามข้อแรก เพราะเทคโนโลยีปลอมแปลงพัฒนาเร็วมาก ความผิดพลาดที่จับได้ด้วยตาเปล่าในวันนี้ อาจหายไปในวันหน้า สิ่งที่เชื่อถือได้มากกว่าจึงเป็นการสังเกตว่าอีกฝ่ายกำลังเร่งรัด ขู่ หรือขอเงินอยู่หรือไม่ มากกว่าการพยายามจับผิดว่าภาพหรือเสียงปลอมแค่ไหน

แล้วเราควรป้องกันตัวอย่างไร

AOC 1441 เสนอแนวทางที่ใช้ได้จริงและไม่ซับซ้อน

ประการแรก อย่าเชื่อทันที หากมีคนอ้างว่าเป็นญาติหรือคนรู้จัก ให้วางสายแล้วโทรกลับผ่านช่องทางที่เราคุ้นเคยเอง

ประการที่สอง ให้ตั้งรหัสลับประจำบ้าน เป็นคำถามเฉพาะที่รู้กันเพียงคนในครอบครัวหรือคนสนิท ใช้ยืนยันตัวตนเมื่อมีใครขอความช่วยเหลือเรื่องเงิน

ประการที่สาม อย่าเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว รหัสผ่าน หรือ OTP กับใครทั้งสิ้น

ประการสุดท้าย หากถูกอ้างว่าเกี่ยวข้องกับคดีความ ให้ติดต่อหน่วยงานที่ถูกอ้างถึงผ่านช่องทางทางการด้วยตนเอง ไม่ใช่ผ่านเบอร์หรือลิงก์ที่ผู้โทรเป็นคนให้มา วิธีเหล่านี้มีหลักการเดียวกันคือ เปลี่ยนจากการรับสายที่อีกฝ่ายควบคุมจังหวะ มาเป็นการตรวจสอบกลับในช่องทางที่เราควบคุมเอง

ส่วนผู้ที่เผลอโอนเงินไปแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือตั้งสติและลงมือทันที ขั้นแรกให้โทรแจ้งสายด่วน AOC 1441 ซึ่งเปิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อขอระงับบัญชีปลายทาง และเข้าพบพนักงานสอบสวนภายใน 7 วัน เวลาเป็นปัจจัยที่ชี้ขาด เพราะเงินที่ถูกโอนออกไปแล้วมักถูกกระจายผ่านหลายบัญชีอย่างรวดเร็ว ยิ่งแจ้งเร็ว โอกาสสกัดเส้นทางการเงินก็ยิ่งมากขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว กลโกงยุค AI ไม่ได้เปลี่ยนธรรมชาติของการหลอกลวง มันยังคงอาศัยความไว้วางใจ ความกลัว และความเร่งรีบเหมือนเดิม สิ่งที่เปลี่ยนไปคือต้นทุนของการปลอมแปลงที่ถูกลง และความสมจริงที่สูงขึ้นจนทำให้ประสาทสัมผัสของเราเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอจะเป็นเครื่องตัดสินอีกต่อไป คำเตือนของ AOC 1441 จึงสรุปไว้อย่างกระชับว่า หน้าอาจใช่ เสียงอาจเหมือน แต่ไม่ได้แปลว่าเป็นตัวจริง ก่อนโอนเงินหรือให้ข้อมูลสำคัญทุกครั้ง จงหยุด ตรวจสอบ และยืนยันตัวตนผ่านช่องทางที่เราเชื่อถือได้ เพราะในยุคที่ทุกอย่างปลอมได้ การตรวจสอบกลับคือเกราะป้องกันที่เชื่อถือได้ที่สุดของเรา ด้วยความปรารถนาจากศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center) หรือ AOC 1441

ความคิดเห็น