รัฐบาลอนุทิน เดินหน้าสกัดขยะพิษข้ามชาติ ยกระดับตรวจเข้มสินค้านำเข้า เผยปีที่ผ่านมาส่งกลับของเสียอันตรายกว่า 10 ล้านกิโลกรัม ย้ำไทยต้องไม่เป็นแหล่งทิ้งขยะพิษต่างชาติ
วันที่ 3 พ.ย. 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าขยะพิษและของเสียอันตรายจากต่างประเทศ
โดยเฉพาะขยะพิษที่อาจเกี่ยวข้องกับขบวนการธุรกิจผิดกฎหมายหรือกลุ่มทุน “สีเทา” ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัยของประชาชน และความมั่นคงของประเทศ พร้อมย้ำว่าประเทศไทยต้องไม่กลายเป็นแหล่งรองรับขยะพิษและของเสียอันตรายจากต่างประเทศ
นางสาวลลิดากล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยต่อความปลอดภัยของประชาชน และไม่ต้องการให้คนไทยต้องได้รับผลกระทบจากขยะพิษและสารอันตรายที่ลักลอบนำเข้าประเทศ ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กำชับกรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้านำเข้า
โดยเฉพาะสินค้าที่มีความเสี่ยงต่อการปะปนของของเสียอันตราย รวมถึงการสำแดงชนิดสินค้าไม่ถูกต้อง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้ช่องทางการค้าระหว่างประเทศเป็นช่องทางลักลอบนำขยะพิษเข้ามาในประเทศไทย
ทั้งนี้ กรมศุลกากรรายงานว่า ในปีที่ผ่านมาได้ดำเนินการจับกุมของเสียและเศษขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ปะปนมากับสินค้านำเข้า และดำเนินการส่งกลับประเทศต้นทางรวมกว่า 10 ล้านกิโลกรัม สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับมาตรการตรวจสอบและป้องกันการสำแดงสินค้าไม่ถูกต้อง เพื่อสกัดกั้นของเสียอันตรายตั้งแต่ขั้นตอนการนำเข้า ก่อนที่จะถูกนำไปจัดเก็บหรือกำจัดอย่างไม่เหมาะสมภายในประเทศ
นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า กรมศุลกากรจะประสานความร่วมมือกับกรมการค้าต่างประเทศและกรมควบคุมมลพิษ เพื่อพิจารณาแนวทางกำหนดเกณฑ์สิ่งปนเปื้อนในสินค้านำเข้า รวมถึงหลักเกณฑ์คุณสมบัติของผู้มีสิทธินำเข้าให้มีความชัดเจนและรัดกุมมากยิ่งขึ้น เพื่อปิดช่องโหว่ที่อาจถูกใช้ในการลักลอบนำของเสียและขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้าประเทศ ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองสินค้าที่มีความเสี่ยง และสร้างมาตรฐานการนำเข้าที่สามารถตรวจสอบได้
รัฐบาลเห็นว่าการแก้ไขปัญหาขยะพิษลักลอบนำเข้าจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การตรวจสอบเอกสารและประเภทสินค้าที่สำแดง การตรวจคัดกรอง ณ ด่านศุลกากร การกำหนดมาตรฐานสิ่งปนเปื้อน ไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิด
เนื่องจากของเสียอันตรายบางประเภทอาจก่อให้เกิดการปนเปื้อนในดิน แหล่งน้ำ และสิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและสร้างภาระค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูพื้นที่ในระยะยาว
นางสาวลลิดาย้ำว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ ทั้งการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ การบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้มีการแสวงหาผลประโยชน์จากการลักลอบนำเข้าของเสียอันตราย โดยผลักภาระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมาให้ประชาชนไทยเป็นผู้รับผิดชอบ
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก การที่กรมศุลกากรสามารถจับกุมและส่งกลับของเสียและขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปยังประเทศต้นทางได้กว่า 10 ล้านกิโลกรัมในปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงความสำคัญของการตรวจสอบอย่างเข้มงวด แต่การแก้ไขปัญหาจะต้องไม่หยุดอยู่เพียงการจับกุมเท่านั้น รัฐบาลจึงมุ่งยกระดับมาตรการป้องกัน ปิดช่องโหว่การนำเข้า และบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงาน เพื่อไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นปลายทางของขยะพิษผิดกฎหมาย พร้อมเดินหน้าปกป้องสิ่งแวดล้อม สุขภาพประชาชน และความมั่นคงของประเทศอย่างจริงจัง” นางสาวลลิดากล่าว