คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangสตูล · เปลี่ยน

"แอนโทรปิก" เปิดแผนเข้าตลาดหุ้น เตือน AI อาจเป็นภัยร้ายแรงต่อมนุษยชาติ

ที่มา: ไทยรัฐ

แอนโทรปิก (Anthropic) บริษัทผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) เจ้าของแชตบอต Claude เปิดเผยเอกสารเตรียมเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในสหรัฐฯ พร้อมเตือนว่า AI ขั้นสูงอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรงต่อมนุษยชาติ ขณะที่รายได้เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่บริษัทยังเผชิญความไม่แน่นอนด้านผลกำไร ต้นทุนการประมวลผลมหาศาล และความขัดแย้งกับรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

แอนโทรปิก บริษัทพัฒนา AI ชั้นนำของโลก เปิดเผยเอกสารสำหรับเตรียมเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก หรือ IPO โดยระบุทั้งแนวโน้มการเติบโตทางธุรกิจและความเสี่ยงสำคัญของเทคโนโลยี AI ซึ่งอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสังคมและมนุษยชาติ

การเข้าตลาดหุ้นครั้งนี้จะเป็นกรณีทดสอบสำคัญสำหรับบริษัทที่มุ่งพัฒนา AI โดยเฉพาะ หลังอุตสาหกรรมดังกล่าวดึงดูดเงินลงทุนมหาศาล แต่ยังมีคำถามว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วจะเปลี่ยนเป็นผลกำไรที่ยั่งยืนได้หรือไม่

รายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัลระบุว่า แอนโทรปิกตั้งเป้าเข้าตลาดหุ้นในสัปดาห์ของวันที่ 16 พฤศจิกายนนี้ แม้กำหนดการอาจเปลี่ยนแปลงได้ โดยการเสนอขายหุ้นอาจระดมทุนได้สูงสุด 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาจทำให้บริษัทมีมูลค่าระหว่าง 1.5 ล้านล้านถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ได้เปิดเผยจำนวนหุ้น ราคาเสนอขาย หรือวันเข้าตลาดที่แน่นอน โดยระบุว่าจะใช้สัญลักษณ์ ANT ในตลาดหุ่นแนสแดก

ในเอกสารความยาวประมาณ 400 หน้า บริษัทใช้พื้นที่มากกว่า 90 หน้าอธิบายปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ AI โดยเตือนว่า ระบบ AI ขั้นสูงอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรงถึงขั้นคุกคามการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ หากไม่มีมาตรการป้องกัน การกำกับดูแล และระบบรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม โดยเฉพาะกรณีที่เทคโนโลยีถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ถูกทำซ้ำ ถูกดัดแปลงเป็นอาวุธ หรือได้รับอิสระในการตัดสินใจและดำเนินการมากเกินไป

แอนโทรปิกยังเตือนว่า จุดยืนของบริษัทเกี่ยวกับการกำกับดูแลและความปลอดภัยของ AI อาจทำให้เผชิญการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น การตอบโต้ทางการเมือง หรือมาตรการกำกับดูแลที่รุนแรงเกินสัดส่วน โดยบริษัทกำลังเผชิญความขัดแย้งกับรัฐบาลทรัมป์ หลังปฏิเสธที่จะยกเลิกข้อจำกัดบางประการเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีของบริษัทไปใช้โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ซึ่งต่อมารัฐบาลได้ระบุว่าแอนโทรปิกเป็นความเสี่ยงด้านความมั่นคงแห่งชาติและห้ามใช้บริษัทเป็นผู้จัดหาเทคโนโลยีในบางกรณี

แม้เผชิญความเสี่ยงดังกล่าว ธุรกิจของแอนโทรปิกยังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลในเอกสารระบุว่า รายได้ในไตรมาสเดือนเมษายนถึงมิถุนายนเพิ่มขึ้นเป็น 11,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 787 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เทียบกับรายได้ตลอดปี 2568 ที่ 4,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

บริษัทระบุว่า สามารถทำกำไรจากการดำเนินงานได้เกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสดังกล่าวเป็นครั้งแรก แต่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยังรายงานผลขาดทุนรวมมากกว่า 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยส่วนใหญ่เกิดจากรายการทางบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการประเมินมูลค่าบริษัทที่เพิ่มสูงขึ้น ไม่ใช่เงินสดที่ใช้จ่ายออกไปโดยตรง

การเติบโตส่วนใหญ่มาจากองค์กรธุรกิจที่นำ Claude ไปใช้เขียนซอฟต์แวร์และทำงานสำนักงาน ปัจจุบันมีองค์กรเกือบ 12,000 แห่งใช้จ่ายกับแอนโทรปิกอย่างน้อยปีละ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากไม่ถึง 1,000 แห่งเมื่อปีก่อน อย่างไรก็ตาม บริษัทเตือนว่าอัตราการเติบโตอาจชะลอลงอย่างมาก และนักลงทุนจะจับตาผลประกอบการไตรมาส 3 ซึ่งจะเปิดเผยก่อนการเสนอขายหุ้น

อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญคือค่าใช้จ่ายด้านกำลังประมวลผล โดยแอนโทรปิกมีพันธสัญญาใช้จ่ายกับผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์และคลาวด์เป็นมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมถึงวงเงินสูงสุดประมาณ 120,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับสเปซเอ็กซ์ ราว 110,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับแอมะซอน และประมาณ 125,000–150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับกูเกิล

บริษัทเตือนว่า หากความต้องการใช้งาน AI ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ก็อาจยังต้องจ่ายเงินตามสัญญาเหล่านี้ แม้จะไม่ได้ใช้กำลังประมวลผลเต็มจำนวนก็ตาม นอกจากนี้ บริษัทยังพึ่งพาผู้ให้บริการคลาวด์จำนวนจำกัด ผู้ผลิตชิปในไต้หวันที่กำลังเผชิญความต้องการสูง และศูนย์ข้อมูลที่กระจุกตัวอยู่ในสหรัฐฯ

ในด้านโครงสร้างการบริหาร แอนโทรปิกระบุว่า ผู้ร่วมก่อตั้งทั้ง 7 คน นำโดยดาริโอ อาโมเดอี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และดาเนียลา อาโมเดอี น้องสาวของเขาซึ่งดำรงตำแหน่งประธานบริษัท จะยังคงควบคุมสิทธิออกเสียงของผู้ถือหุ้นรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งหลังเข้าตลาดหุ้น ทำให้นักลงทุนภายนอกไม่สามารถใช้เสียงข้างมากเพื่อล้มการตัดสินใจของผู้ก่อตั้งได้

แอนโทรปิกจดทะเบียนเป็นบริษัทเพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งกำหนดให้บริษัทต้องคำนึงถึงเป้าหมายการพัฒนา AI อย่างปลอดภัยควบคู่ไปกับการสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น ขณะที่ผู้ร่วมก่อตั้งแต่ละคนให้คำมั่นว่าจะบริจาคหุ้นของตน 80% เพื่อการกุศล แต่เอกสารระบุว่าคำมั่นดังกล่าวไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย

บริษัทก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณ 5 ปีก่อน และกำลังเตรียมเข้าตลาดหุ้นก่อนคู่แข่งสำคัญอย่างโอเพนเอไอ (OpenAI) ผู้พัฒนา ChatGPT ซึ่งมีรายงานว่าเลื่อนแผนเข้าตลาดไปเป็นช่วงต้นปีหน้า นอกจากนี้ แอนโทรปิกยังเผชิญข้อกล่าวหาจากผู้ถือลิขสิทธิ์เพลงของเอลวิส เพรสลีย์ ซึ่งฟ้องร้องบริษัทโดยกล่าวหาว่านำเพลงหลายร้อยเพลงของนักร้องผู้ล่วงลับไปใช้ฝึก Claude

แม้จะเน้นย้ำถึงความเสี่ยง แอนโทรปิกยังชี้ว่า AI มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงการทำงานในหลายสาขา ช่วยเร่งความก้าวหน้าทางชีววิทยาและการแพทย์ รวมถึงอาจนำไปสู่การค้นพบวิธีรักษาโรคต่าง ๆ เช่น มะเร็งและอัลไซเมอร์ ตลอดจนเพิ่มผลิตภาพและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ

แมตต์ ออร์ตัน หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของบริษัทจัดการลงทุนเรย์มอนด์ เจมส์ กล่าวว่า นักลงทุนคาดการณ์อยู่แล้วว่าบริษัทจะมีทั้งการเติบโตอย่างรวดเร็วและผลขาดทุนจำนวนมาก โดยข้อมูลในเอกสารจะช่วยให้ตลาดประเมินแหล่งที่มาของรายได้และแนวโน้มธุรกิจได้ชัดเจนขึ้น

ด้านปีเตอร์ แอนเดอร์เซน ผู้ก่อตั้งแอนเดอร์เซน แคปิตอล แมเนจเมนต์ มองว่า แผนเข้าตลาดหุ้นของแอนโทรปิกเป็นหมุดหมายสำคัญของการพัฒนา AI และผลตอบรับจากนักลงทุนจะสะท้อนความเชื่อมั่นของตลาดต่อการลงทุนในเทคโนโลยีดังกล่าวในระยะต่อไป.

ความคิดเห็น