คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangสมุทรสาคร · เปลี่ยน

ตัวแทนคณะพูดคุยสันติสุขระดับพื้นที่ มองเปลี่ยน ผอ.ความสะดวก โจทย์ใหม่สันติภาพชายแดนใต้

ที่มา: มติชน

ตัวแทนคณะพูดคุยสันติสุขระดับพื้นที่ มองเปลี่ยน ผอ.ความสะดวก โจทย์ใหม่สันติภาพชายแดนใต้ คนพื้นที่หวังเห็นการมีส่วนร่วมมากกว่าพิธีการ

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเปลี่ยนตัวผู้อำนวยความสะดวกของมาเลเซียในกระบวนการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่คนทำงานสันติภาพในพื้นที่จับตา ไม่ได้อยู่เพียงว่าใครจะเข้ามารับหน้าที่คนใหม่ แล้ว แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะช่วยให้กระบวนการพูดคุยเดินหน้าไปในทิศทางที่แตกต่างจากที่ผ่านมาได้มากน้อยเพียงใด

ที่ผ่านมา ทั้งรูปแบบการเจรจา การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนและภาคประชาสังคมมีส่วนร่วม ตลอดจนการติดตามผลหลังมีข้อตกลงหรือข้อเสนอร่วมกัน เพื่อให้การพูดคุยไม่จำกัดอยู่เฉพาะตัวแทนของคู่ขัดแย้งบนโต๊ะเจรจา แต่สามารถเชื่อมโยงกับความคาดหวังและความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม การกำหนด เซฟตี้โซน พื้นที่ไม่มีเหตุรุนแรง การแสวงหาทางออกทางการเมือง มีภาคประชาสังคม ที่เกาะติดการทำงานของรัฐ ยังคงรอคอยความยุติธรรม การปิดล้อมหลังเกิดการก่อเหตุวางระเบิดยิงเจ้าหน้าที่ก็ยังเกิดอย่างต่อเนื่อง สถิติการเกิดเหตุบางช่วงรุนแรงขึ้นด้วย

นายซาการียา บิณยูซุฟ ตัวแทนทีมขับเคลื่อนการประสานงานพูดคุยสันติสุขระดับพื้นที่ เปิดเผยว่า มองว่าการเปลี่ยนตัวผู้อำนวยความสะดวกครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญที่จะทบทวนและขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยสันติสุขให้มีความคืบหน้ามากขึ้น แต่สิ่งที่ต้องจับตามองไม่ใช่เพียงตัวบุคคลหรือประสบการณ์ของผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเท่านั้น หากอยู่ที่ว่าเขาจะสามารถสร้างการยอมรับและความเชื่อมั่นจากกลุ่มที่เห็นต่างจากรัฐไทยได้มากน้อยเพียงใด

หัวใจสำคัญของการพูดคุยสันติภาพ คือการเปิดพื้นที่ให้ทุกกลุ่มที่มีแนวคิดและอุดมการณ์แตกต่างกันเข้ามามีส่วนร่วม เพราะแต่ละกลุ่มอาจมีเป้าหมายและเงื่อนไขที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น ผู้อำนวยความสะดวกต้องได้รับความไว้วางใจจากทุกฝ่าย และมีความสามารถในการประสานให้แต่ละกลุ่มเข้าสู่กระบวนการพูดคุยได้อย่างแท้จริง สิ่งที่ต้องติดตามคือ ผู้อำนวยความสะดวกคนใหม่จะสามารถเชื่อมโยงกลุ่มต่างๆ ที่เห็นต่างจากรัฐไทยให้เข้ามามีส่วนร่วมได้หรือไม่ และจะทำให้กระบวนการพูดคุยเดินหน้าจากการพบปะหารือ ไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ประชาชนสัมผัสได้

นายซาการียา กล่าวอีกประเด็นหนึ่ง มองว่าพื้นฐานด้านข่าวกรองและความมั่นคงอาจเป็นข้อได้เปรียบ เพราะทำให้เข้าใจบริบทของความขัดแย้ง โครงสร้างของกลุ่มต่างๆ รวมถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของฝ่ายที่เห็นต่างจากรัฐไทยได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจจากข้อมูลด้านความมั่นคงเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะการทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกต้องเข้าใจทั้งข้อมูล ข้อเท็จจริง แรงจูงใจ และความคาดหวังทางการเมืองของแต่ละฝ่ายด้วย

สิ่งสำคัญคือ ต้องแยกให้ออกระหว่างการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มขบวนการ กับการเข้าใจความคิดและเป้าหมายของกลุ่มเหล่านั้นอย่างแท้จริง หากสามารถนำประสบการณ์ด้านความมั่นคงมาประกอบกับการรับฟังอย่างรอบด้าน ก็อาจช่วยให้การพูดคุยมีความชัดเจนและตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขาต้องแสดงให้ทุกฝ่ายเห็นด้วยว่า แม้จะมีพื้นฐานจากงานความมั่นคง ก็สามารถทำหน้าที่เป็นคนกลางที่รับฟังทุกฝ่ายอย่างจริงใจ ไม่ด่วนตัดสิน และให้ความสำคัญกับการแสวงหาทางออกทางการเมืองโดยสันติวิธี

จากประสบการณ์การทำงานในพื้นที่ตนเห็นว่า สิ่งแรกที่ผู้อำนวยความสะดวกคนใหม่ต้องทำ คือการทำความเข้าใจว่ากลุ่มที่เห็นต่างจากรัฐไทยไม่ได้มีแนวคิด อุดมการณ์ และเป้าหมายเหมือนกันทั้งหมด

ตัวอย่างเช่น BRN และ PULO ต่างมีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ แนวคิดทางการเมือง และแนวทางการต่อสู้ที่มีลักษณะเฉพาะของตนเอง ขณะที่ในพื้นที่ยังมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งอาจมีแรงจูงใจแตกต่างกัน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ หรือผลประโยชน์บางประการ จึงจำเป็นต้องแยกแยะข้อเท็จจริงและทำความเข้าใจแต่ละกลุ่มอย่างรอบคอบ ไม่เหมารวมทุกกลุ่มเข้าด้วยกัน

การสร้างความเชื่อมั่นจึงต้องเริ่มจากการรับฟังอย่างจริงจัง เปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายสะท้อนข้อกังวลและความต้องการ ตลอดจนสร้างช่องทางประสานงานที่ทำให้แต่ละฝ่ายเชื่อมั่นได้ว่าการเข้าร่วมกระบวนการพูดคุยจะนำไปสู่ความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่ามีคำถามสำคัญที่ทุกฝ่ายควรกลับมาทบทวนร่วมกัน คือ “เรากำลังต่อสู้เพื่ออะไรกันแน่ และเป้าหมายที่ต้องการนั้นจะนำไปสู่สันติสุขของประชาชนได้อย่างไร”

หากทุกฝ่ายยังไม่สามารถทำความเข้าใจเป้าหมายของกันและกันได้อย่างชัดเจน การพูดคุยก็อาจเป็นเพียงการพบปะหารือที่ดำเนินต่อไปโดยไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม

ดังนั้น ผู้อำนวยความสะดวกคนใหม่จึงไม่ได้มีภารกิจเพียงทำให้คู่ขัดแย้งกลับมานั่งโต๊ะเจรจากันเท่านั้น แต่ต้องช่วยสร้างความไว้วางใจ ทำให้ทุกฝ่ายมองเห็นทางออกทางการเมืองร่วมกัน และเชื่อมโยงกระบวนการพูดคุยระดับโต๊ะเจรจาเข้ากับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ด้วย เพราะท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของกระบวนการสันติภาพไม่ใช่เพียงการบรรลุข้อตกลงระหว่างคู่ขัดแย้ง แต่คือการทำให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และมีความหวังต่ออนาคตของตนเอง

ความคิดเห็น