“อานุภาพ-พูนศักดิ์” จี้ รัฐบาลเร่งตรวจสอบและจัดการกากอุตสาหกรรมอันตรายในพื้นที่สมุทรสาคร–สมุทรสงคราม หวั่นสารโลหะหนักปนเปื้อนแหล่งน้ำ กระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย พร้อมด้วย นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน แถลงปัญหากากขยะอุตสาหกรรมและขยะอิเล็กทรอนิกส์ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครและสมุทรสงคราม
นายอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย กล่าวว่า ปัญหากากอุตสาหกรรมอันตรายจากการหลอมโลหะ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ และเศษโลหะนำเข้าจากต่างประเทศ กำลังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่รอยต่อจังหวัดสมุทรสาครและสมุทรสงคราม ซึ่งพบกองกากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ถูกทิ้งไว้กลางแจ้ง และมีประชาชนร้องเรียนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566–2567 แม้คณะ กมธ.การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เคยลงพื้นที่ตรวจสอบจนมีการหยุดประกอบกิจการในปี 2568 แต่ปัจจุบันพบว่า มีการกลับมาดำเนินกิจการอีกครั้ง ทั้งนี้ การกองเก็บกากอุตสาหกรรมกลางแจ้ง รวมถึงการนำไปถมถนนและทำคันกั้นบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ อาจทำให้โลหะหนัก เช่น ตะกั่ว แคดเมียม และปรอท ปนเปื้อนลงสู่ดินและแหล่งน้ำ โดยมีรายงานพบปลาตายในบริเวณใกล้เคียง และอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลในอ่าวไทย ตลอดจนสุขภาพของประชาชนผ่านห่วงโซ่อาหาร
สำหรับมาตรการภาครัฐ มีการจัดตั้งชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจ 50 ชุด เข้าตรวจสอบโรงงานแล้ว 80 แห่ง โดยสั่งปิดโรงงานประเภท 105 และ 106 จำนวน 1 แห่ง และสั่งปรับปรุงกว่า 60 แห่ง ขณะที่จังหวัดสมุทรสาครมีโรงงานประเภทดังกล่าวมากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ
จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาล กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำและการจัดการกากอุตสาหกรรม บังคับใช้กฎหมายกับผู้ประกอบการที่กระทำผิดอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายหรือทำลายพยานหลักฐาน พร้อมตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อป้องกันการทุจริตและลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
ด้านนายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี กล่าวว่า โรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครและสมุทรสงครามที่พบปัญหาการจัดเก็บกากของเสียอันตราย เป็นกลุ่มโรงงานเดิมที่เคยลงพื้นที่ตรวจสอบและถูกสั่งหยุดประกอบกิจการตั้งแต่ปี 2568 แต่ปัจจุบันกลับพบว่ามีการกองสะสมกากอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้น สะท้อนถึงปัญหาการกำกับดูแลและการจัดการของเสียที่ยังขาดประสิทธิภาพ สำหรับมาตรการของกระทรวงอุตสาหกรรมในการตรวจสอบโรงงานกลุ่มเสี่ยง 3,049 แห่ง โดยกำหนดตรวจสอบกลุ่ม A และ B ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน และกลุ่ม C ภายในเดือนธันวาคมนั้น เห็นว่ารัฐบาลไม่ควรมุ่งเน้นเพียงการตรวจสอบให้ครบตามตัวชี้วัด แต่ต้องเร่งแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนของสารอันตรายและฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบควบคู่กันไป ทั้งนี้ จังหวัดปราจีนบุรีมีรายงานพบจุดลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม 67 จุด ซึ่งอยู่นอกบัญชีโรงงานที่กำหนดให้ตรวจสอบ ขณะที่หลายพื้นที่พบการนำกากอุตสาหกรรมไปถมถนนและใช้ประโยชน์อย่างไม่เหมาะสม เสี่ยงต่อการแพร่กระจายของโลหะหนักลงสู่ดินและแหล่งน้ำ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและภาคเกษตรกรรม
จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม เปิดเผยผลตรวจสารปนเปื้อนอย่างโปร่งใส และจัดสรรงบประมาณเพื่อกำจัดกากอุตสาหกรรมตกค้าง พร้อมฟื้นฟูพื้นที่เสี่ยงในจังหวัดปราจีนบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี และลพบุรี โดยเน้นย้ำว่าการสั่งปิดโรงงานเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหามลพิษได้ หากยังไม่มีการจัดการของเสียและฟื้นฟูพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อป้องกันผลกระทบระยะยาวต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมต่อไป