คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangสมุทรสาคร · เปลี่ยน

พืชสวนโลกอุดรฯ’69 ความภูมิใจอีสานสู่เวทีโลก

ที่มา: มติชน

หลังห่างหายไปนานถึง 15 ปี นับตั้งแต่มหกรรมพืชสวนโลกครั้งล่าสุดที่จังหวัดเชียงใหม่เมื่อปี 2554 ประเทศไทยกำลังจะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งกับการเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกในปี 2569 ณ จังหวัดอุดรธานี

นับเป็นการจัดงานครั้งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นก้าวสำคัญของการขยายโอกาสจากภาคเหนือสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมยกระดับพื้นที่ให้เป็นจุดหมายปลายทางแห่งใหม่ของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

การกลับมาของมหกรรมระดับนานาชาติครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการจัดงานขนาดใหญ่ ที่ไม่ได้เป็นเพียงงานจัดแสดงดอกไม้และพรรณไม้นานาชนิดที่แต่งแต้มสีสันให้พื้นที่จัดงานงดงามเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ เกษตรกร และประชาชนในพื้นที่ รวมถึงเชื่อมโยงการท่องเที่ยวไปยังจังหวัดใกล้เคียงในภาคอีสาน ตลอดจนเปิดพื้นที่ให้ประเทศต่างๆ ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนำเสนอความก้าวหน้าด้านพืชสวนต่อสายตาชาวโลก

10 ปี จากฝันสู่ความจริง

“อยากให้อุดรธานีของเรา มีงานพืชสวนโลกสักครั้ง” คือจุดเริ่มต้นของความฝันที่ วัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หยิบย้อนเล่าในงานแถลงข่าวมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี 2569 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา

โดยระบุว่า เมื่อเกือบ 10 ปีก่อน คุณพ่อของเขา (วิเชียร ขาวขำ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) อุดรธานี) เป็นผู้ริเริ่มแนวคิดดังกล่าว ก่อนชวนทีมงานกันออกไปสำรวจพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับจัดงานจนมาพบกับบริเวณหนองแด อำเภอเมืองอุดรธานี ซึ่งในเวลานั้น หนองแดไม่ได้เป็นพื้นที่จัดแสดงระดับนานาชาติเหมือนที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่เป็นหนองน้ำสาธารณะและพื้นที่ทำกินของประชาชนในตำบลกุดสระ นากว้างนาข่า และหมูม่น ซึ่งใช้ประโยชน์ทั้งการทำนา ทำไร่ ทำสวน และหาปลา

วัชระพลยอมรับว่า ช่วงแรกตนเองยังไม่เชื่อว่าความคิดที่ดูเหมือนเป็นไปได้ยากจะเดินทางมาถึงความสำเร็จได้ แต่แนวคิดดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายเพียงจัดมหกรรมพืชสวนโลก หากยังต้องการสร้างสวนสาธารณะขนาดใหญ่ให้เป็นพื้นที่สีเขียวและแหล่งเรียนรู้ของประชาชนในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง หลังจากได้พื้นที่เป้าหมาย ทางจังหวัดอุดรธานี เริ่มรวบรวมข้อมูลและจัดทำเอกสารเพื่อผลักดันแนวคิดการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับนานาชาติ โดยมองเห็นโอกาสในการยกระดับการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และนวัตกรรมด้านการเกษตรของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

วัชระพลเล่าว่า ช่วงแรกทางจังหวัดเสนอเรื่องผ่านกระทรวงมหาดไทย ก่อนพบว่าต้องดำเนินการผ่านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงต้องกลับมาจัดเตรียมเอกสารใหม่ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวติดค้างอยู่ในกระทรวงเกษตรฯเกือบ 2 ปี โดยแทบไม่มีความคืบหน้า ทำให้แม้แต่ผู้ร่วมผลักดันโครงการเองยังไม่แน่ใจว่าจะทำได้สำเร็จหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ความพยายามไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น เพราะภาครัฐ ภาคเอกชน หอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรม และประชาชนในพื้นที่ยังร่วมกันผลักดันโครงการต่อ จนสามารถเดินหน้าเข้าสู่ขั้นตอนการกำหนดพื้นที่และหาแหล่งเงินทุนได้สำเร็จ

ฝ่าอุปสรรคก้าวสู่เวทีโลก

เมื่อมองถึงในระดับนโยบาย ย้อนไปเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 คณะรัฐมนตรียุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบหลักการให้จังหวัดอุดรธานีเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกประเภท B ก่อนอนุมัติกรอบงบประมาณ 2,500 ล้านบาท เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2565 จากนั้นจังหวัดได้จัดทำข้อเสนอและเตรียมพื้นที่เพื่อรับการประเมินจากสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ หรือ AIPH ก่อนที่วันที่ 8 มีนาคม 2565 จะได้รับการรับรองให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 และลงนามสัญญาเป็นเจ้าภาพอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 กันยายน 2566

แต่การได้รับสิทธิเป็นเจ้าภาพไม่ได้หมายความว่าเส้นทางต่อจากนั้นจะราบรื่น เพราะโครงการยังต้องผ่านกระบวนการจัดทำแผนแม่บทและจัดซื้อจัดจ้างงานก่อสร้าง โดยแผนแม่บทฉบับสมบูรณ์ส่งมอบให้กรมวิชาการเกษตรเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2567 ความล่าช้าดังกล่าวทำให้การพัฒนาพื้นที่ต้องเร่งรัด ขณะที่การก่อสร้างยังเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณและสภาพพื้นที่ชุ่มน้ำ

ในช่วงตุลาคมปี 2567 มีรายงานว่า ในเวลานั้นงานปรับพื้นที่ดำเนินการแล้ว แต่การก่อสร้างอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกยังล่าช้า อีกทั้งยังมีปัญหาผู้รับเหมาถอนตัวเนื่องจากเห็นว่าราคากลางไม่สอดคล้องกับความซับซ้อนของงานและกรอบเวลาที่กำหนด นอกจากนี้ การระบายน้ำออกจากพื้นที่เพื่อเตรียมก่อสร้างยังก่อให้เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับแหล่งน้ำของชุมชนโดยรอบ

ส่วนด้านงบประมาณ แม้กรอบเบื้องต้นอยู่ที่ 2,500 ล้านบาท แต่ในช่วงหนึ่งมีการประเมินว่าการจัดงานอาจต้องใช้เงินสูงถึง 5,000 ล้านบาททำให้เกิดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับกำหนดการ ก่อนมีการปรับแผนงบประมาณ

วัชระพลเผยถึงบทบาทของรัฐบาลหลายชุดที่เข้ามาสนับสนุนโครงการ ตั้งแต่ รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งอนุมัติงบประมาณ 2,500 ล้านบาท รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ไปจนถึง รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเขาระบุว่ามีส่วนสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อได้ โดยย้ำว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดจากบุคคลหรือหน่วยงานใดเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นผลจากความร่วมมือของผู้คนหลายกลุ่มตลอดเส้นทาง

เมื่อเข้าสู่ปี 2569 โครงการเร่งรัดงานก่อสร้างและเตรียมความพร้อมก่อนเปิดงาน โดยข้อมูลที่เผยแพร่ระบุว่าความคืบหน้างานก่อสร้างอยู่ที่ร้อยละ 77.47 ณ วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 และเพิ่มเป็นร้อยละ 96.31 ณ วันที่ 24 กันยายน 2569 จนมาถึงล่าสุดช่วงเดือนตุลาคม 2569 ที่ความพร้อมเกือบ 100% และพร้อมที่จะเปิดให้ชมตามกำหนดการในเดือนพฤศจิกายน 2569

สำหรับวัชระพลนั้น ความสำเร็จจึงไม่ควรสิ้นสุดเพียงวันเปิดงาน แต่ต้องต่อยอดพื้นที่ให้เป็นสวนสาธารณะ แหล่งเรียนรู้ธรรมชาติ และกลไกสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่คนอุดรธานีในระยะยาว เพราะสิ่งที่เริ่มต้นจากความฝันของคนกลุ่มหนึ่งเมื่อเกือบ 10 ปีก่อน จะมีความหมายอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อสามารถสร้างประโยชน์ให้ประชาชนและลูกหลานต่อไปได้

ส่อง 6 โซนเด็ด พืชสวนโลกอุดรฯ

มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2569 (Udon Thani International Horticultural Expo 2026) เตรียมเปิดพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแดจ.อุดรธานี ต้อนรับผู้เข้าชมจากทั่วโลก ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึง 14 มีนาคม 2570 รวม 134 วัน บนพื้นที่กว่า 1,030 ไร่ ภายใต้แนวคิด “Diversity of Life: Connecting People, Water and Plants for Sustainable Living” หรือ ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต เชื่อมโยงผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณสู่การดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน

ข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการของมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 นำเสนอผังพื้นที่จัดแสดงและสถานที่สำคัญภายในงาน ซึ่งประกอบด้วยสวนนานาชาติ อาคารเรือนกระจก หมู่บ้านอีสาน พื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมการเกษตร และพื้นที่กิจกรรมริมน้ำ สะท้อนการผสมผสานระหว่างพืชสวน เทคโนโลยี และเอกลักษณ์ท้องถิ่น

โดยพื้นที่จัดงานแบ่งการจัดแสดงออกเป็น 6 โซนหลัก เริ่มจาก โซนแรก คือ โซนต้อนรับและทางเข้างาน เป็นพื้นที่ให้บริการผู้เข้าชม ประกอบด้วยจุดต้อนรับ ศูนย์ประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูล และจุดจำหน่ายบัตร เพื่ออำนวยความสะดวกก่อนเข้าสู่พื้นที่จัดแสดงต่างๆ ภายในงาน

โซนที่ 2 โซนสวนนานาชาติ เป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญ รวบรวมสวนจาก 17 ประเทศ และ 2 องค์กรนานาชาติ รวม 32 สวน แบ่งเป็นสวนภายในอาคาร 16 สวน และสวนกลางแจ้ง 16 สวน นำเสนอความหลากหลายของพืชพรรณและวัฒนธรรมผ่านการออกแบบสวนที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแต่ละประเทศ

โซนที่ 3 โซนนิทรรศการภายในอาคาร มุ่งนำเสนอองค์ความรู้ด้านพืชสวนและเทคโนโลยีการเกษตร ครอบคลุมพืชผัก เห็ดและผำ พืชชุ่มน้ำและบัว นวัตกรรมการผลิตพืชสวน เกษตรอัจฉริยะและเครื่องจักรกลการเกษตร พืชอุตสาหกรรม สมุนไพร ไม้ผล ไม้ดอกไม้ประดับ ตลอดจนกิจกรรมเกี่ยวกับกล้วยไม้ไทย เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการผลิตและการพัฒนาพืชเศรษฐกิจ

โซนที่ 4 โซนนิทรรศการวิชาการภายนอกอาคาร เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าชมเรียนรู้ผ่านสวนและนิทรรศการกลางแจ้ง อาทิ สวนบัวและพืชชุ่มน้ำ สวนคาร์บอนเครดิต หมู่บ้านอีสาน นิทรรศการไม้ผลและเทคโนโลยีการเกษตร พืชไร่และพืชพลังงาน รวมถึงไม้ดอกไม้ประดับและกิจกรรมบริเวณริมน้ำ สะท้อนการเชื่อมโยงภาคเกษตรเข้ากับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการดูแลสิ่งแวดล้อม

โซนที่ 5 โซนสวนจัดแสดงและอาคารหลัก เน้นการออกแบบภูมิทัศน์และสวนที่มีเอกลักษณ์ ผสมผสานพรรณไม้เข้ากับสถาปัตยกรรม โดยมีอาคารสำคัญที่นำแนวคิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ เช่น อาคารนิทรรศการที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ไซ” เครื่องมือดักปลาพื้นบ้าน สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างวิถีชีวิตชุมชนกับสายน้ำ

ส่วน โซนที่ 6 โซนสวนพรรณไม้ประจำจังหวัด สวนไผ่ และเรือนเพาะชำ รวบรวมพรรณไม้และพืชท้องถิ่น พร้อมพื้นที่เพาะขยายพันธุ์พืชเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสม

ทั้ง 6 โซนสะท้อนแนวคิดการจัดงานที่ไม่ได้มุ่งนำเสนอเพียงความสวยงามของสวนและพืชพรรณจากทั่วโลก แต่ยังเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านการเกษตร เทคโนโลยี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน ภายใต้แนวคิดการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน

คาดเงินสะพัด 2 หมื่นล้าน-คนเที่ยว 3.6 ล้านคน

นอกจากนี้ วัชระพลเผยต่อสื่อมวลชน ว่า การจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี ถือเป็นการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ภูมิภาค พร้อมต่อยอดแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติเดิมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยเป็นครั้งแรกของโลกที่จัดมหกรรมพืชสวนโลกบนพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งจะช่วยสร้างจุดขายใหม่ให้กับจังหวัดอุดรธานีและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เช่นเดียวกับการจัดงานพืชสวนโลกที่จังหวัดเชียงใหม่ในอดีต ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและส่งผลต่อเนื่องในระยะยาว

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 3.6 ล้านคน ก่อให้เกิดการใช้จ่ายและกระจายรายได้ไปยังธุรกิจในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมที่มีการจองห้องพักเต็มไปจนถึงจังหวัดหนองคาย ขณะที่ภาพรวมทางเศรษฐกิจคาดว่าจะสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ได้กว่า 20,000 ล้านบาท และเกิดการจ้างงานมากกว่า 81,000 ตำแหน่ง

ครอบคลุมทั้งผู้ประกอบการ ธุรกิจ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดงาน ตลอดจนแรงงานในภาคบริการ อาทิ โรงแรม ร้านอาหาร และบริการรถสาธารณะ ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังประเมินว่าภาครัฐจะสามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีที่เกี่ยวข้องได้กว่า 7,700 ล้านบาท

ในส่วนแผนการดูแลพื้นที่หลังสิ้นสุดการจัดงาน วัชระพลเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีแนวคิดพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการจัดงานมหกรรมระดับนานาชาติ และเวทีแสดงศักยภาพสินค้าเกษตรและนวัตกรรมด้านการเกษตร ควบคู่กับการพัฒนาเป็นสวนสาธารณะถาวรและแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

โดยกระทรวงจะสนับสนุนจังหวัดอุดรธานีในการฟื้นฟูและบำรุงรักษาสวนหลังจบงาน ทั้งนี้ เมื่อเคลียร์พื้นที่และดำเนินการต่างๆ เสร็จสิ้น กระทรวงจะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาส่งมอบพื้นที่ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานีรับช่วงดูแลต่อไป

พืชสวนโลกอุดรธานี จะไม่ได้เป็นเพียงเวทีสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยบนเวทีนานาชาติ แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างปอดแห่งใหม่ให้ภาคอีสานตอนบน พร้อมวางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และสิ่งแวดล้อม

เพื่อส่งต่อประโยชน์ให้คนรุ่นหลังในระยะยาว…

ความคิดเห็น