คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangสมุทรสาคร · เปลี่ยน

ฝน 50 เขต สัญญาณเตือน โลกอยู่ไม่ไหวแล้ว! ‘สิตางศุ์’ ฝากคนไทย เลือกตั้งครั้งหน้า ดูนโยบายสิ่งแวดล้อม

ที่มา: มติชน

ฝนกระจาย 50 เขต สัญญาณเตือนโลกอยู่ไม่ไหวแล้ว ‘สิตางศุ์’ ฝากคนไทย เลือกตั้งครั้งหน้าดูนโยบายสิ่งแวดล้อม

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ที่ ชั้น LG ฮอลล์ 7 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) จัดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 (Book Expo Thailand 2026) ภายใต้แนวคิด “Unread Messages – คุณได้รับ ‘ข้อความใหม่’”

บรรยากาศเวลา 15.00 น. สำนักพิมพ์มติชน (JO2) ซึ่งมาในธีม ‘Bloom เติบโตไปด้วยกัน’ จัดเวทีเสวนา The Climate Book 2’C สุดท้าย ก่อนโลกไม่มีวัน หวนคืน ที่ Author’s salon โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ รศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ผศ.ดร.ป๋วย อุ่นใจ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนินรายการโดย นายชณัฐ วุฒิวิกัยการ กรรมการผู้จัดการบริษัท A Yellow Train Studio และผู้ก่อตั้งเพจ KongGreenGreen (ก้องกรีนกรีน)

ในตอนหนึ่ง รศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า กล่าวถึงมุมมองต่อคำว่า ‘โลกแตก’ ว่า เมื่อพูดถึงเรื่องนี้จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ฮึกเหิม เป็นเหมือนผู้กู้โลกเหมือนซูเปอร์ฮีโร เวลาเราดูหนัง ซึ่งมีไม่กี่คนที่จะต้องลุกขึ้นมาปกป้องโลก แต่จะมีคนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ปราสาทเสีย รู้สึกว่าโลกแตกยังไงเดี๋ยวก็ต้องตายไปด้วยกันหมด จะพยายามทำอะไรไปเพื่ออะไร และเลือกใช้ชีวิตราวกับเป็นวันสุดท้าย ปล่อยทุกอย่างไปตามสถานการณ์ ซึ่งอาจนำไปสู่ความรู้สึกเศร้าใจได้

“สำหรับอาจารย์ มองว่ามันคงไม่ใช่คำว่าโลกแตก ถ้าสมมติเทียบเคียงกับด้านน้ำ คำว่าโลกแตกคือก่อนหน้านี้ เคยมีคนสัมภาษณ์เรื่องของน้ำท่วมกรุงเทพ อาจารย์ก็จะเทียบเคียงว่าเหตุการณ์ไหนที่เขาเรียกว่าวันสิ้นโลกของกรุงเทพ มันไม่ใช่ว่าโลกแตกอยู่ไม่ได้ แต่มันจะไปถึงจุดที่ เรารับมือกับมันไม่ได้แล้ว พอรับมือกับมันไม่ได้แล้ว เราจะยอมที่จะกลายเป็นคนที่ได้รับผลกระทบ ถึงขั้นเสียชีวิต ตรงนั้นหรือไม่ หรือเราจะหนีไปอยู่ที่อื่น ที่ที่มีความปลอดภัย มันเหมือนสถานการณ์จำลองที่เลวร้ายที่สุดของโลกที่มันไม่ไหวแล้ว” รศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าว

ผู้ดำเนินรายการถามต่อว่า คำถามที่ง่ายที่สุด โลกร้อนเกี่ยวกับน้ำท่วมไหม ?

รศ.ดร.สิตางศุ์กล่าวว่า ในหนังสือ The Climate Book 2’C สุดท้าย ก่อนโลกไม่มีวัน หวนคืน ผลกระทบหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหาร สิ่งมีชีวิต หรือเรื่องวัฏจักรน้ำ คือเขาเขียนไว้ว่าการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกมันทำให้วัฏจักรของน้ำมันเร่งด่วนขึ้น เร็วขึ้น แปลว่านอกจากจะมีเรื่องของภูเขาน้ำแข็งที่ละลาย มันทำให้โลกมีน้ำจืดเพิ่มมากขึ้น

“หนังสือบอกว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศหรือโลกอากาศแปรปรวนทำให้มีน้ำจืดมากขึ้น ดูเหมือนจะดี ถ้ามีน้ำจืดแปลว่า โลกก็จะไม่แล้งหรือไม่ เพราะมีหลายพื้นที่ที่มีปัญหาน้ำแล้ง แต่เขาบอกว่ามันไม่ใช่แบบนั้น การที่มันมีน้ำจืดมากขึ้น มันเป็นอะไรที่คาดการณ์ยาก มันเป็นเรื่องของความไม่แน่นอน ซึ่งมันเยอะที่หนึ่ง แต่อีกที่หนึ่งมันก็น้อย และที่ที่มันเคยน้อย ถึงแม้ว่ามันอาจจะมีน้ำเพิ่มขึ้น แต่มันทำให้ฤดูกาลมันเปลี่ยน มันเป็นอะไรที่คาดการณ์ยากกว่าเดิม และฝนตกที อย่างที่เราเห็น พฤติกรรมมันเปลี่ยน มันตกตักตกแช่ หรือมันตกกระจาย” รศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าว

รศ.ดร.สิตางศุ์ ยกตัวอย่าง กรุงเทพมหานคร ถ้าพูดในภาพใหญ่ อาจจะนึกไม่ออก หรืออาจจะไม่เห็นภาพ แต่หากเทียบเคียงดูกับประเทศไทยในปีนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับกรุงเทพฯ ในปีนี้ ซึ่งเคยพูดไปในหลายรายการว่าที่กรุงเทพฯ ฝนตกกระจายทั้ง 50 เขต ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และในทางวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ เวลาที่เราจัดรันโมเดล จำลองคณิตศาสตร์ที่เป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดของกรุงเทพฯ ปกติกรุงเทพฯ จะท่วมด้วย 3 น้ำ คือ น้ำฝน ฝนตกในพื้นที่ทำให้เกิดน้ำขัง หรือเป็นอิทธิพลของน้ำเหนือ และเป็นเรื่องของน้ำทะเลหนุน

“วันที่ 24-25 ตุลาคม 2569 สิ่งที่เกิดขึ้นและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนคือ ฝนตกกระจายดีทั้ง 50 เขต ต้องบอกว่าดอกจัน 3 ตัว เวลาที่กรมอุตุพยากรณ์ จะบอกว่าฝนตกกระจายดี หรือฝนตกแช่ แต่ไม่ว่าจะตกกระจายดีหรือตกแช่ ก็ไม่ดีทั้งนั้น เพราะการที่ฝนตกกระจายดี ในกรุงเทพฯ อย่างที่เห็นคือ ตกและคลองก็เต็มไปด้วยน้ำ พอคลองเต็มไปด้วยน้ำฝนตกในแผ่นดินก็ลงไม่ได้ เพราะฉะนั้นมันก็จะท่วมสูงขึ้นเรื่อย ๆ ดีว่าที่ผ่านมาน้ำเหนือมันไม่ได้สูงถึงขั้นข้ามคัน ถึงแม้ว่าคน ธนบุรีจะต้องลุ้นทุกวัน ก็ตามแต่ก็เป็นจังหวะที่น้ำทะเลหนุนพอดี” รศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าว

รศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าวต่อว่า เหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ธรรมชาติแสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถเกิดขึ้นได้ โดยที่ผ่านมาโชคดีที่ปริมาณฝนสะสมระดับประมาณ 200 มิลลิเมตรเกิดขึ้นเพียงบางเขต และมีฝน 2 วัน 300 มิลลิเมตร จึงอยากให้ลองจินตนาการว่า หากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ฝนตกทั่วกรุงเทพฯ ทั้ง 50 เขต โดยมีปริมาณฝนสูงถึง 200 มิลลิเมตรภายใน 24 ชั่วโมง ขณะเดียวกันน้ำเหนือไหลลงมาเหมือนปีพ.ศ. 2554 และเป็นจังหวะที่น้ำทะเลหนุน ทั้ง 3 น้ำมาพร้อมกัน

“อาจารย์เลยบอกว่า อันนี้คือวันสิ้นโลกของ กทม.คือเรารับมืออะไรไม่ได้เลย ถ้าเรารู้เรื่องแบบนี้ล่วงหน้าก่อน 3 วัน สิ่งที่ทำได้คือ ยกของขึ้นที่สูง เอาของที่มีค่าและจำเป็นติดตัวไป และออกไปจากกรุงเทพฯ อันนี้คือ เทียบเคียงกันว่าโลกแตกของอาจารย์ มันคือวันอย่างของกรุงเทพฯ แบบนี้ มันไม่ใช่โลกแตกหรอก แต่มันคือสภาวการณ์หรือเป็นสถานะที่อยู่ไม่ได้แล้ว รับมือไม่ได้แล้ว” รศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าว

ต่อมา รศ.ดร.สิตางศุ์ ฝากความหวังในอนาคตว่า สิ่งที่เราเห็นอย่างประจักษ์ คือ ภัยพิบัติ ตนจะพูดในเรื่องของภัยพิบัติ ในเรื่องของน้ำท่วม น้ำขาดแคลน ทุกวันนี้มันยากที่จะคาดการณ์ อย่างที่บอกไปว่าสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นแล้วจริง ๆ อย่างเช่นฝนตกในกรุงเทพฯ 50 เขตกระจาย แม้ว่ามันยังไม่เวิร์สเคส

“อาจารย์คิดว่าธรรมชาติยังให้โอกาส คือเขาเตือนแรงๆ แล้วว่ามันมีจริงเรื่องนี้ เราปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ไปอีกเหรอ ซึ่งมันไม่เกินจริงในช่วงชีวิตเรา หนุ่มสาวแบบเราจะได้เห็นอีกแน่ๆ ฝนตกกระจายดีทั้ง 50 เขตในกรุงเทพฯ และถ้าอุณหภูมิมันไปแตะ

อย่างในหนังสือเขาบอกว่า ถ้าอุณหภูมิเราไปแตะที่ 1.5 องศา มีโอกาสที่จะเกิดฝนเพิ่มขึ้น 50% ถ้าเป็น 2 องศาเพิ่มขึ้น 70% และถ้าเป็น 4 องศาเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า ซึ่งจริง ๆ อาจารย์คิดว่าเรื่องพวกนี้มันไม่ไกลเกินตัวพวกเรา และมันเกิดขึ้นได้จริง ๆ ถามว่าถ้าเราทำในช่วงชีวิตเราตอนนี้ มันจะเห็นผลไหม อาจจะไม่เห็นผลก็ได้ หรืออาจจะเห็นผลก็ได้ เรื่องพวกนี้มันพูดยาก มันพิสูจน์ไม่ได้ แต่ถ้ามันมีโอกาสที่จะดีขึ้นแม้นิดเดียว เราจะไม่ทำหรือ” รศ.ดร.สิตางศุ์ชี้

รศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ถ้ามันถูกผลักไปได้ในระดับนโยบาย ระดับการเมืองมันจะอิมแพคมาก

“เหมือนเราหยอดกระปุกวันละ 1 – 3 บาท อยู่ดีๆ พ่อเรามา พ่อเราหยอดกระปุกให้เราแบบ 10,000 บาท หรือ 100,000บาท มันเป็นอะไรที่อิมแพ็คมาก เพราะฉะนั้นเลือกตั้งคราวหน้า ดูนโยบายสิ่งแวดล้อม และเลือกคนดีเข้าสภาฯ” รศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าว

ความคิดเห็น