สถานที่หนึ่งในตอนนี้ ที่คนในโลกออนไลน์กำลังพูดถึงมากที่สุด คือ ‘ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ’ หลายคลิปกลายเป็นไวรัล จากการเชิญชวนผู้คนให้กลับไปเที่ยวที่นั่น ในวันที่นักท่องเที่ยวบางตาลงจนน่าตกใจ
จนในตอนนี้ ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ กลับมาคึกคักอีกครั้ง ผู้คนหนาแน่นจนดูไม่น่าเชื่อว่าคือสถานที่เดียวกัน นับเป็นการต่อลมหายใจอีกรอบ หลังผ่านวิกฤตตั้งแต่โควิด-19 ที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป แต่สิ่งที่ยังเหมือนเดิม คือความรับผิดชอบดูแลคนงานและสัตว์ทุกตัว ซึ่งมีค่าใช้จ่ายทุกวัน
สถานที่ประวัติศาสตร์ ฟาร์มจระเข้แห่งแรกของโลก
จรูญ ยังประภากร ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร บริษัท ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ เล่าให้สำนักข่าว TODAY ฟังว่า ที่นี่คือฟาร์มจระเข้แห่งแรกของโลก โดยมีจุดเริ่มต้นจากคุณพ่อ ดร.อุทัย ยังประภากร ตั้งใจทำธุรกิจหนังจระเข้
ในอดีต การได้มาซึ่งหนังจระเข้มีวิธีเดียว คือต้องให้พรานไปออกล่าในป่า ดร.อุทัยจึงขอติดตามพรานไปดูวิธีล่าจระเข้ และพบว่าใช้เวลานาน มีความเสี่ยง แพง โดยหนังจระเข้ที่ได้มาก็มีคุณภาพในระดับหนึ่งเท่านั้น
“คุณพ่อท่านได้เห็นว่า พรานล่าจระเข้นั้น มีความลำบากเหนื่อยยากมาก เมื่อล่าจระเข้ได้ก็ต้องตัดขาทิ้งทั้งสี่ขา ตัดหางทิ้ง เอาหนังที่ว่าส่วนท้อง แล้วก็การที่จะเก็บรักษาหนังจระเข้ในป่าที่จะต้องใช้ระยะเวลา 7-8 วัน รวมทั้งเดินทางเข้าออก รวม 10 กว่าวัน ไม่ให้เน่าเสียได้ก็ต้องใช้เกลือมารักษาความสด แต่เกลือสมัยก่อนแพงมาก”
นั่นเป็นสาเหตุให้ ดร.อุทัยมีไอเดียเลี้ยงจระเข้
แม้จะฟังดูเป็นไปไม่ได้ แต่ ดร.อุทัยเชื่อว่า หากเลี้ยงจระเข้ได้ ก็ไม่ต้องเสียเวลาและเสี่ยงเข้าป่า การเชือดเพื่อเอาหนังก็ไม่ต้องห่วงเรื่องความสด เพราะไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง แถมยังคุมคุณภาพหนังให้สวย ไม่มีบาดแผล ต่างจากหนังจระเข้ธรรมชาติ
ดร.อุทัยจึงร้องขอให้พรานจับจระเข้มาให้เลี้ยงที่บ้าน
คุณจรูญเล่าว่า คุณพ่อลองดัดแปลงภูมิประเทศเลียนแบบธรรมชาติ จับลูกกบ ลูกเขียด ลูกปลาเป็นอาหาร จนกระทั่งพบว่าสามารถเลี้ยงได้ จึงเริ่มขยับขยายมาเลี้ยงที่สมุทรปราการ และพัฒนาเป็นฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการในปัจจุบัน
ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2493 เคยถูกจัดอันดับให้เป็นฟาร์มจระเข้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ที่สำคัญกว่านั้น ที่นี่คือฟาร์มจระเข้แห่งแรกของโลก ที่นำจระเข้จากธรรมชาติมาเพาะเลี้ยง จนนานาชาติต้องมาดูงานและขอความรู้ เนื่องจากในตอนนั้น เริ่มมีปรากฎการณ์ว่า จำนวนจระเข้ในธรรมชาติกำลังลดลง จนมีความกังวลว่าบางสายพันธุ์อาจสูญพันธุ์
“พวกนักวิทยาศาสตร์ นักชีววิทยา นักอนุรักษ์ต่างๆ เขาวิตก ประกอบกับเขาได้ข่าวว่าประเทศไทยเลี้ยงจระเข้อย่างจริงจัง ก็เลยเดินทางมาประเทศไทย ติดต่อผ่านรัฐบาลว่าอยากจะเชิญคุณพ่อผมไปเป็นแขกของสถาบันสมิธโซเนียนที่นิวยอร์ก ประมาณ 40 กว่าปีที่ผ่านมา เพื่อที่จะขอทราบแนวคิด และความเป็นมาในการเพาะเลี้ยงฟาร์มจระเข้ วิธีการ และแนวคิดต่อไปว่าจะทำยังไงเพื่อที่จะไม่ให้จระเข้ทั่วโลกทั้ง 23 สายพันธุ์ต้องไม่สูญพันธุ์”
แนวคิดสำคัญของ ดร.อุทัยที่สื่อสารกับนานาชาติตอนนั้น คือ การผลักดันให้จระเข้เป็นสัตว์เศรษฐกิจ เปิดให้เพาะเลี้ยงได้เพื่อรองรับความต้องการตลาด ส่วนที่อยู่ตามธรรมชาติ ก็ให้ใช้กฎหมายอนุรักษ์ควบคู่กันไป
“กฎหมายใช้ได้ทั่วในเมือง แต่ในป่าเข้าไม่ถึง และเมื่อจระเข้เป็นสัตว์เศรษฐกิจ มีคนต้องการทั้งเนื้อ ทั้งหนัง แน่นอนก็จะต้องมีคนไปล่า ถึงแม้ว่าจะลักลอบก็ล่าอยู่ดี ถ้าอนุรักษ์อย่างเดียวจึงไม่ถูกต้อง เพราะว่าเมื่อมันมี demand (อุปสงค์) มันก็ต้องมี supply (อุปทาน) ในระดับที่ใกล้เคียงกัน เพราะฉะนั้นต้องส่งเสริมให้มีคนเพาะเลี้ยงจระเข้ได้อย่างเต็มที่”
คุณจรูญเล่าถึงแนวคิดคุณพ่อ ที่สื่อสารเรื่องการอนุรักษ์จระเข้ในตอนนั้น
จากยุคบูมจระเข้ มังกรเศรษฐกิจ สู่ยุคมืด ถูกหลงลืม
ปัจจุบัน เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่า จระเข้เป็นสัตว์เศรษฐกิจ ที่ร่างกายของมันสามารถนำไปใช้ได้หลากหลาย ตั้งแต่ทำเครื่องประดับ เครื่องแต่งกาย จนถึงเป็นอาหารและยา คือใช้ได้ตั้งแต่หนังยันกระดูก
“หนังแน่นอน เนื้อแน่นอน นอกจากนั้นแล้วส่วนประกอบอื่น ๆ ของตัวจระเข้ ตั้งแต่หัวกะโหลกก็เอามาทำเป็นเครื่องประดับได้ ส่วนกระดูกก็เอามาทำยาไทย ซึ่งในเครื่องยาไทยก็จะมีส่วนประกอบของกระดูก ไขมัน ฟัน หนัง น้ำมัน ตับ ดี ส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ก็สามารถที่นำมาเป็นส่วนประกอบของยาไทยได้เช่นกัน” ผู้บริหารฟาร์มจระเข้สมุทรปราการอธิบาย
โดยเฉพาะในตลาดจีน ที่เคยมีความนิยมในจระเข้สูงมาก จากความเชื่อในมังกร และจระเข้ก็มีรูปลักษณ์ที่พออนุมานได้ว่า อาจเป็นญาติของมังกร
ซึ่งในอดีต ที่นี่มีการเพาะเลี้ยง และเชือดส่งออก โดยหนังจระเข้จากฟาร์มแห่งนี้ ได้ส่งไปยังแบรนด์กระเป๋าชื่อดังระดับโลก กลายเป็นอีกหนึ่งรายได้สำคัญของฟาร์ม เช่นเดียวกับ การมาเที่ยวฟาร์มจระเข้ ที่สมัยก่อนจะมีคณะทัวร์จากต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน เดินทางมาเที่ยวชม และดูโชว์ที่ฟาร์มจระเข้หนาแน่น
จนกระทั่งโควิด-19 ที่เปลี่ยนทุกอย่าง ในชนิดที่พูดได้ว่า ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ ต้องเริ่มต้นใหม่
ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ ต้องปิดให้บริการนานถึง 4 ปี จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งแม้จะทำตามนโยบายของรัฐบาล แต่การปิดให้บริการ ยังมีค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับตลอดเวลา ทั้งค่าอาหารสัตว์ และค่าแรงคน
จนกระทั่งกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง เมื่อปี พ.ศ.2567 แม้จะเป็นโอกาสกลับมาสร้างรายได้ แต่ในความเป็นจริง แทบไม่ต่างจากการนับหนึ่งใหม่ ด้วยช่วงเวลาที่ปิดตัวไป เทรนด์การท่องเที่ยวก็เปลี่ยนแปลง และที่สำคัญ ผู้คนดูเหมือนจะหลงลืมที่นี่ไปแล้ว
“เหมือนนับหนึ่งใหม่เพราะผู้คนก็ลืมไป หรือ เข้าใจว่าฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์ปิดไปแล้ว ตลาดทัวร์ที่เป็นตลาดหลักของเราก็หายไป เขาก็มีโปรแกรมเที่ยวของเขาที่อื่น ถ้าเราจะดึงกลับมาก็ต้องใช้เวลาในการทำการตลาดใหม่ เราก็พยายามที่จะอยู่ให้ได้ ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก”
ประกอบกับฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ ตัดสินใจไม่เชือดจระเข้เองอีกต่อไป เนื่องจากมองว่า ที่ผ่านมาจระเข้ทำรายได้ให้กับฟาร์มมากพอสมควรแล้ว และต่อจากนี้ ฟาร์มจะทำหน้าที่ดูแลจนหมดอายุขัย โดยเหลือการจำหน่ายลูกพันธุ์ไว้ให้คนที่สนใจ แต่ไม่ขอเชือดเอง ดังนั้น รายได้หลักที่เหลืออยู่แทบจะเป็นอย่างเดียว คือ รายได้จากนักท่องเที่ยว
ไวรัลคนไทย ต่อลมหายใจฟาร์มจระเข้สมุทรปราการ
หลังจากกลับมาเปิดใหม่ ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ พยายามปรับปรุงสวนสัตว์ และเปลี่ยนคอนเซปต์ เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย จากสวนสัตว์ที่มีฐานจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เปลี่ยนเป้าหมายเป็นพื้นที่สำหรับครอบครัว กลุ่มเด็ก และทำตลาดเป็นแหล่งเรียนรู้
ดังนั้น นอกจากจระเข้แล้ว ที่นี่ยังมีสัตว์ชนิดอื่น ทั้งเสือ หมี ฮิปโปโปเตมัส ลิง ฯลฯ เหมือนสวนสัตว์ขนาดใหญ่ทั่วไป และยังมีสัตว์ที่คนเข้าไปใกล้ชิด ให้อาหารได้ เช่น แพะหรือกระต่าย หรือแม้กระทั่งพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์นี้
แต่ที่เป็นจุดเปลี่ยน ทำให้ที่นี่ถูกพูดถึงอีกครั้ง คือการแสดงโชว์ของช้าง ที่จัดแสดงทุกวัน วันละหลายรอบ โดยไม่มีข้อแม้เรื่องจำนวนผู้ชม คือต่อให้ไม่มีคนดู ก็จะโชว์
คลิปใน TikTok ที่เชิญชวนให้คนกลับไปเที่ยวฟาร์มจระเข้ และไปดูโชว์ช้างในวันที่เงียบเหงา กำลังทัชใจคนจำนวนมาก จนเปลี่ยนที่นั่งบนอัฒจันทร์ที่เคยโล่ง ให้มีคนแน่นขึ้นทันที
บางคนบอกว่า แม้โชว์เหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือรอยยิ้มของควาญที่กว้างขึ้น เมื่อเทียบกับตอนไม่มีคนดู
คุณจรูญยอมรับว่า รู้สึกแปลกใจที่คลิปเพียงคลิปเดียว ซึ่งในความเป็นจริงอาจมองเป็นภาพเชิงลบก็ได้ว่า ธุรกิจกำลังแย่ กลับพลิกกลายเป็นแรงสนับสนุน จากความเห็นอกเห็นใจของสังคม
“ผมประทับใจต่อน้ำใจของคนไทย รู้สึกขอบพระคุณอย่างยิ่ง ที่เมื่อถึงเวลาหนึ่ง คนไทยก็ไม่ทิ้งกันจริงๆ”
เจ้าของฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ ระบุว่า แม้จะยังไม่ได้รวบรวมเป็นสถิติ เนื่องจากกระแสเพิ่งเกิดขึ้นในช่วงวันธรรมดา แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือจำนวนผู้เข้าชม โดยเฉพาะการแสดงช้าง ที่เคยมีคนดูไม่กี่คนต่อรอบในวันธรรมดา เพิ่มเป็นหลายสิบคน หรือบางรอบก็ถึงหลักร้อยคน
เช่นเดียวกับอาหารสัตว์ ที่จัดเตรียมไว้จำหน่ายให้ผู้เข้าชมเลี้ยงสัตว์ต่างๆ ก็หมดลงอย่างรวดเร็ว บางวันอาหารที่เตรียมไว้หมดตั้งแต่ครึ่งวันเช้า จนต้องไปหาเพิ่มเติมสำหรับรับรองนักท่องเที่ยวช่วงบ่าย
คุณจรูญยืนยันว่า นี่เป็นพลังธรรมชาติที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน และทำให้เกิดความหวังว่า ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้ และมีเงินมาดูแลสัตว์ รวมถึงพัฒนาและสร้างสรรค์ความสุขให้ผู้คนที่มาเที่ยวต่อไป
“สิ่งที่เราลงทุนไปนั้น เราจะไม่คิดว่ามันเป็นค่าใช้จ่าย แต่จะมองว่าเป็นสิ่งที่ประชาชนให้เราเพื่อส่งต่อให้คนอื่นๆ ต่อๆ ไป” เจ้าของฟาร์มทิ้งท้าย