คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangสมุทรปราการ · เปลี่ยน

สธ.จับมือแซนดอส ดันผลิตยาไบโอซิมิลาร์ในไทย ประเมินมูลค่า 3,000 ล้าน ลดพึ่งการนำเข้า

ที่มา: มติชน

สธ.จับมือแซนดอส ดันผลิตยาไบโอซิมิลาร์ในไทย ประเมินมูลค่า 3,000 ล้าน ลดพึ่งการนำเข้า

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 14 ตุลาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย Mr.Pedro Zwahlen เอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ประจำประเทศไทย, นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข, พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม และ Boon Huey Ee ประธานกลุ่มภูมิภาคเอเชีย ภูมิภาคธุรกิจระหว่างประเทศ แซนดอส ร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างองค์การเภสัชกรรมกับบริษัท แซนดอส (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านยา มุ่งเสริมสร้างความมั่นคงทางยาและระบบสาธารณสุขของประเทศ

นายพัฒนา เปิดเผยว่า นี่เป็นอีกก้าวสําคัญในการเสริมสร้างระบบการดูแลสุขภาพของประเทศไทยและความปลอดภัยทางเภสัชกรรมที่กระทรวงสาธารณสุข ความมุ่งมั่นของเราชัดเจน ทุกคนต้องเข้าถึงยาที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ คุณภาพสูง และราคาไม่แพง เราต้องเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศของเราในการพัฒนาและผลิตยาที่จําเป็น และลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศของเรา บทเรียนจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ได้เตือนเราว่าความมั่นคงทางเภสัชกรรมเป็นส่วนสําคัญของความมั่นคงด้านสุขภาพของชาติ

“เราต้องเป็นประเทศที่สามารถพัฒนาและผลิตยาที่จําเป็นสําหรับประชาชนของเราเองได้ เชื่อว่าการรวมความเชี่ยวชาญระดับโลกของแซนดอส กับรากฐานที่แข็งแกร่งของ GPO และความมุ่งมั่นในสาธารณสุข เราสามารถสร้างผลประโยชน์ที่ยั่งยืนสําหรับคนไทยและระบบการดูแลสุขภาพของเรา” นายพัฒนา กล่าว

นายพัฒนา กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายจะมีขั้นตอนการทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือการนำยามาบรรจุ และปลายทางคือการผลิตยาที่โรงงานขององค์การเภสัชกรรมในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญอย่างมากของการดำเนินงานในประเทศไทย

สำหรับความร่วมมือดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางเมดิคัล อีโคโนมี ซึ่งเมื่อเดือนที่ผ่านมาได้มีการลงนามกับบริษัทผู้ผลิตยาในขั้นปลายทาง 1-2 บริษัท และแซนดอสเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่เข้าร่วม และในอนาคตจะมีบริษัทเพิ่มเติมอีก 2-3 บริษัทที่จะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกัน

“ส่วนมูลค่าตลาดหรือมูลค่าการผลิตของแซนดอสที่กำลังร่วมมือกับองค์การเภสัชกรรม ประเมินไว้ประมาณ 3,000 ล้านบาท หากสามารถผลิตยาได้ โดยยาดังกล่าวเป็นยาไบโอซิมิลาร์ ซึ่งหากสามารถผลิตเองได้ภายในประเทศ หรือสามารถนำเทคโนโลยีมาผลิตในประเทศได้ ก็จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงยาเหล่านี้ให้มากยิ่งขึ้น ทำให้ราคาลดลง เพิ่มต้นทุนได้มากขึ้น และสามารถเพิ่มศักยภาพของแพทย์ เภสัชกร และนักวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ ในประเทศไทยได้มากยิ่งขึ้น” นายพัฒนา กล่าว

นายพัฒนา กล่าวต่อว่า เนื่องจากยาไบโอซิมิลาร์เป็นยาที่เพิ่งเริ่มต้นในการผลิตเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา จึงถือเป็นอนาคตของโรงงานยา หรือผลิตภัณฑ์ที่โรงงานแห่งนี้กำลังให้ความสำคัญ โดยทางแซนดอสเพิ่งประกาศเป้าหมายในอีก 10 ปีข้างหน้า ว่าต้องการทำให้มีสัดส่วนยาไบโอซิมิลาร์ให้ได้ 100 ส่วน ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีของประเทศไทย โดยองค์การเภสัชกรรมได้ร่วมมือกับแซนดอสเพื่อเข้าสู่ระดับสากล

“สำหรับยาที่จะผลิตในล็อตแรก เป็นยาไบโอซิมิลาร์ที่สามารถนำไปใช้รักษาโรคมะเร็ง หรือไขข้ออักเสบ” นายพัฒนา กล่าว และว่า จะผลักดันกระบวนการเริ่มต้นยาตัวแรก ซึ่งเป็นยาไบโอซิมิลาร์ ให้มีความคืบหน้าไปสักเล็กน้อย ก่อนเดินหน้าหารือเกี่ยวกับยาตัวถัดไปต่อไป

นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า ปัจจุบันระบบสุขภาพและสาธารณสุขของประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร การเข้าถึงระบบยา ความต้องการด้านการรักษาโรคใหม่ๆ และข้อจำกัดด้านการบริหารงบประมาณแผ่นดิน ส่งผลให้การเตรียมความพร้อมของระบบยามีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งการคาดการณ์ความต้องการใช้ยา การวางแผนระยะยาว การบริหารสินค้าคงคลัง ตลอดจนการผลิตและกระจายยา เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนจะได้รับยาที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง

“ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการนำความเชี่ยวชาญและประสบการณ์จากการดำเนินงานในระดับสากลมาแลกเปลี่ยนและต่อยอดให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน และเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยการลงนามในวันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกัน ซึ่งมีเป้าหมายให้กรอบความร่วมมือดังกล่าวพัฒนาไปสู่การดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม และนำไปสู่ความก้าวหน้าด้านสาธารณสุขของประเทศไทย” นพ.สมฤกษ์ กล่าว

ด้าน พญ.มิ่งขวัญ กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศและกระทรวงสาธารณสุขกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร การเข้าถึงระบบสุขภาพ ความต้องการด้านการรักษาโรค และข้อจำกัดด้านการบริหารงบประมาณแผ่นดิน ทำให้การเตรียมความพร้อมของระบบยามีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งการคาดการณ์ความต้องการใช้ยา การวางแผนระยะยาว การบริหารสินค้าลงคลัง การผลิตและการกระจายยา เพื่อให้ประชาชนได้รับยาที่จำเป็นอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

“โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับความต้องการใช้ยาที่มีความซับซ้อน เช่น ยาชีววัตถุและยาไบโอซิมิลาร์ (Biosimilar) จึงเป็นสิ่งที่องค์การเภสัชกรรมให้ความสำคัญสูงสุด เพื่อเพิ่มทางเลือกในการรักษา และช่วยให้ระบบสาธารณสุขของประเทศไทยสามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด” พญ.มิ่งขวัญ กล่าว

ด้าน Boon Huey Ee กล่าวว่า แซนดอสมีประวัติการดำเนินงานยาวนาน 140 ปี มีรากฐานจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และมุ่งมั่นมาโดยตลอดในการขยายการเข้าถึงยาคุณภาพสูงในราคาที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้

ในปีนี้ บริษัทมีความภาคภูมิใจที่ได้ฉลองการดำเนินงานในประเทศไทยครบ 30 ปี และครบรอบ 20 ปีของการบุกเบิกด้านยาไบโอซิมิลาร์ (Biosimilars) โดยต่อยอดจากประสบการณ์ดังกล่าวสู่โครงการระดับโลกที่เรียกว่า “Bio 100” ซึ่งมีเป้าหมายขยายการเข้าถึงยาไบโอซิมิลาร์ให้ได้ 100 รายการภายในทศวรรษหน้า

“ประเทศไทยมีรากฐานด้านสาธารณสุขที่แข็งแกร่ง โดยได้รับการสนับสนุนจากความพยายามอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลในการขยายการเข้าถึงยาคุณภาพสูง และเสริมสร้างความมั่นคงด้านระบบสุขภาพและอุตสาหกรรมยาในประเทศ ขณะที่องค์การเภสัชกรรมมีบทบาทสำคัญต่อความก้าวหน้าดังกล่าว ทั้งจากพันธกิจด้านสาธารณสุข ศักยภาพการผลิตภายในประเทศ และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อระบบสุขภาพของไทย จึงเป็นพันธมิตรสำคัญในการทำให้ยาสามารถเข้าถึงผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ยาได้” Boon Huey Ee กล่าว

Boon Huey Ee กล่าวว่า เช่นเดียวกับองค์การเภสัชกรรม แซนดอสเห็นว่าบริษัทมีบทบาทเป็นพันธมิตรในการขยายการเข้าถึงยาคุณภาพสูงในราคาที่เหมาะสม และสนับสนุนการสร้างระบบสุขภาพที่ยั่งยืน โดยโอกาสของความร่วมมือครั้งนี้คือการผสานจุดแข็งและความเข้าใจบริบทในประเทศขององค์การเภสัชกรรม เข้ากับประสบการณ์ระดับโลกของแซนดอสในด้านยาไบโอซิมิลาร์ การผลิต การควบคุมคุณภาพ และการจัดหายา

“ยาไบโอซิมิลาร์ มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มทางเลือกการรักษาที่มีต้นทุนเหมาะสมยิ่งขึ้น ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและการเงินของระบบสาธารณสุข รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาชีววัตถุที่จำเป็นได้มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งจะทำให้จำนวนผู้ป่วยและความต้องการใช้ยาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผู้ป่วยจำนวนมากอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาเป็นระยะเวลานานขึ้น” Boon Huey Ee กล่าว และว่า การเข้าถึงยาไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยความต่อเนื่องและความน่าเชื่อถือของการจัดหายา ตลอดจนศักยภาพในการตอบสนองต่อความต้องการในอนาคต ดังนั้น การวางแผนระยะยาวและความร่วมมือที่เข้มแข็งจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

การบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับนี้ ทั้งสองฝ่ายจะสามารถศึกษาแนวทางการคาดการณ์ความต้องการใช้ยาในอนาคตให้แม่นยำยิ่งขึ้น เสริมสร้างการวางแผนจัดหายา ขยายการเข้าถึงยาคุณภาพสูง และสนับสนุนศักยภาพด้านเภสัชกรรมของประเทศไทยในระยะยาว โดยการลงนามในวันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือ ซึ่งบริษัทมีความภาคภูมิใจที่ได้ทำงานร่วมกับองค์การเภสัชกรรม เพื่อสนับสนุนระบบสุขภาพที่พร้อมรับมือกับความต้องการในอนาคต

ความคิดเห็น