โสภณยังไม่บรรจุญัตติซักฟอก หลังถกวิป3ฝ่ายล่มอีก เลื่อนอภิปรายไปพ.ย.-ธ.ค. รอรบ.เจรจาฝ่ายค้านใหม่ ภราดรชี้ยอมให้4วัน ปชน.โวยถูกบีบรับเงื่อนไขตามรัฐบาลชี้
นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม กรณีที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร (วิป) 3 ฝ่าย ยังหาข้อสรุปกำหนดวันประชุมและการจัดสรรเวลาพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญไม่ได้ ว่า เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ได้มอบให้น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ซึ่งรับผิดชอบเรื่องนี้ไปเจรจาหารือ แต่จากที่ได้รับทราบการหารือทั้ง 2 ครั้ง ล่มไม่เป็นผล
ซึ่งฝ่ายค้านต้องการอภิปราย 5 วัน ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลแจ้งความพร้อม 3 วัน และผลการเจรจาให้มา 4 วัน ทำให้ฝ่ายค้านวอล์กเอาต์ตกลงกันไม่ได้ หลังจากนั้นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ขึ้นไปพบตนที่ห้องทำงาน ตนอยากให้จรจาเป็นไปอย่างเรียบร้อย จึงได้ขอว่าทั้งสองฝ่ายพบกันครึ่งทางคือ 4 วันได้หรือไม่
ฝ่ายค้านบอกว่ามีปัญหาเรื่องการปรับลดจำนวนผู้อภิปราย จึงถามกลับว่ามันยากขนาดนั้นเลยหรือ ฝ่ายค้านบอกว่ายาก เนื่องจากมีการเตรียมข้อมูลไว้แล้ว ถามอีกว่าแล้วสรุปจะเอาวันไหน ฝ่ายค้านก็บอกว่าหากให้ 4 วันจริง จะเป็นวันไหนก็ได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนและเดือนธันวาคม
เมื่อฝ่ายค้านยืนยันว่าหากให้ 4 วันจริง จะขอเป็นช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม ดังนั้น หากตนใช้ดุลพินิจและมีการบรรจุญัตติก็จะยิ่งมีปัญหา เพราะอยากให้สภาจบที่การพูดคุยกัน จึงได้ให้แต่ละฝ่ายไปพูดคุยกันอีกครั้งให้จบ
เมื่อถามถึง กรณีที่ฝ่ายค้านอยากให้ประธานสภาทำหนังสือแจ้งกลับไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าจะสะดวกให้อภิปรายได้ในวันใด เช่น วันที่ 7-11 พฤศจิกายน
นายโสภณ กล่าวว่า สามารถทำหนังสือได้ ไม่มีปัญหา แต่ความเรียบร้อยไม่ได้อยู่ที่หนังสือ แต่คือการเจรจาถอยคนละก้าว 2 ก้าว เรื่องจะจบ หากยืนแบบไม่ถอยให้กัน ประชาธิปไตยต้องจบที่การพูดคุย หากพูดคุยกันไม่ได้ก็ต้องใช้มติ ป็นหลักของประชาธิปไตย หากไม่พอใจในมติที่เกิดขึ้น ก็ไปดูในข้อกฎหมายว่ามติที่เกิดขึ้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สัปดาห์หน้าไม่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอนแล้ว ส่วนจะเป็นพฤศจิกายนและธันวาคมคงต้องเจรจาพูดคุยกัน ได้ชี้แจงกับที่ประชุมวิป3ฝ่ายว่าพฤศจิกายนตารางคณะรัฐมนตรีจะแน่นมาก
โดยเฉพาะช่วงสัปดาห์แรกหลังจากนายกฯ กลับจากต่างประเทศ และมีการประชุมครม.สัญจรที่ จ.อุดรธานี รวมถึงงานพืชสวนโลก สัปดาห์ถัดไปเข้าใจว่ามีรัฐมนตรีหลายคนที่อยู่ในกลุ่ม 18 คนที่ถูกกล่าวหา อาจมีภารกิจต้องเดินทางไปประชุมต่างประเทศ ส่วนสัปดาห์ที่ 3 ก็เป็นไปไม่ได้เพราะนายกฯ เดินทางไปประชุมเอเปค ส่วนสัปดาห์ที่ 4 จริงๆ ก็ไม่อยากให้ล่วงเลยไปถึงขนาดนั้น
เพราะฝ่ายค้านจะต่อว่ารัฐบาลได้ว่ารัฐบาลพยายามยื้อเวลาและทำให้ช้าไปอีก ซึ่งรัฐบาลไม่ได้มีความประสงค์แบบนั้น จึงได้กำหนดให้เป็นสัปดาห์หน้า เพราะฉะนั้นก็ต้องมาเจรจากันอีกครั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายนว่ามีความเป็นไปได้ในช่วงไหน เมื่อถามว่าหากเป็นเดือนพฤศจิกายนโอกาสที่จะได้อภิปราย 5 วันมีน้อยใช่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ข้อเสนอล่าสุดของฝ่ายค้าน ถ้าเป็นสัปดาห์หน้าขอ 5 วัน แต่ถ้าเป็นเดือนพฤศจิกายน ขอ 4 วัน เพราะฉะนั้นก็ดูเวลา 4 วัน รวมลงมติอีก 1 วัน เป็น 5 วัน
น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการกำหนดกรอบเวลาการอภิปรายตามความสะดวกของตัวเอง และบีบให้ฝ่ายค้านต้องยอมรับเงื่อนไขดังกล่าว ที่ผ่านมาไม่เคยปรากฏกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีหนังสือแจ้งมติ ครม. มายังสภาผู้แทนราษฎร เพื่อกำหนดช่วงเวลาที่รัฐบาลพร้อมรับการอภิปราย ก่อนที่จะมีการหารือร่วมกันของวิป 3 ฝ่าย
แต่ครั้งนี้รัฐบาลกลับกำหนดกรอบเวลาที่ ครม. สะดวก แล้วพยายามให้สภาฯ โดยเฉพาะฝ่ายค้านซึ่งเป็นผู้เสนอญัตติ ต้องดำเนินการอยู่ภายใต้กรอบเวลาดังกล่าว หากเรามองกันให้ดี จะเห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในช่วงหลายวันที่ผ่านมาที่เข้ามาแทรกแซงและบั่นทอนกลไกตรวจสอบถ่วงดุลของสภาฯ มาโดยตลอด เรื่องนี้ไม่ใช่เกมเด็กดื้อ หรือฝ่ายค้านใจแคบอย่างที่รัฐบาลพยายามสื่อสาร แต่ต้องตั้งคำถามว่าคนที่มีอำนาจตัดสินใจจริงๆ อาจไม่ใช่คนที่นั่งอยู่ในห้องเจรจาก็ได้