ผู้ประกอบการ เมินร่วมโซลาร์ภาคประชาชน โอดสายป่านไม่พอ รับวงเงินวางประกันไม่ไหว ส่อเอื้อทุนใหญ่ เตือนปชช.คิดให้ดีคุ้มหรือไม่
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดตรัง ว่า กระแสตอบรับโครงการโซลาร์เซลล์ภาคประชาชนในพื้นที่จังหวัดตรังในส่วนของผู้ประกอบการ จำนวนมาก ที่เมินร่วมโครงการ จากการลงพื้นที่ของผู้สื่อข่าวพบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่มองว่า รายละเอียดและเงื่อนไขโครงการส่อเอื้อทุนใหญ่ ผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อย รายขนาดกลาง มีเงินทุน หรือสายป่านกระแสเงินสด ไม่หนาพอ ร่วมโครงการไม่ได้ แม้ผู้บริโภคเองอาจตื่นตัวเรื่องเงิน 50,000 บาท ซึ่งเป็นงบประมาณโครงการ แต่ในส่วนของผู้ประกอบการรายย่อยมีกี่ความสามารถในการแข่งขันน้อยมากพร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลกลับไปทบทวนศึกษาในรายละเอียด เพื่อให้ได้ประโยชน์คุ้มค่า และต้องคำนึงถึงภาระหนี้สิน ดอกเบี้ย ที่จะเกิดขึ้นกับทั้งผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนผู้ร่วมโครงการด้วย
นายณัฐพล ชาวชื่นสุข ผู้บริหาร บริษัท ตรังแอ็ดวานซ์คอมพิวเตอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาติดตั้งและวางระบบโซลาร์เซลล์ กล่าวว่า ส่วนตัวรวมทั้งผู้ประกอบการรายเล็กจนถึงขนาดกลางในพื้นที่จ.ตรัง ซึ่งมีกว่า 10 ราย จากการสอบถามเบื้องต้น ได้รับคำตอบเช่นเดียวกันว่า ไม่มีใครอยากเข้าร่วมโครงการกับรัฐบาล หรือบางรายที่ลงทะเบียนแล้วโดยไม่ทราบเงื่อนไขมาก่อน เมื่อทราบก็ถอนตัวออกมา เนื่องจากทุนไม่หนาพอ เพราะติดเงื่อนไขข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น ต้องวางเงินค้ำประกันจำนวนเงิน 50,000 บาท ต่อ 1 งาน เป็นระยะเวลา 6 เดือน รัฐจึงจะคืนเงินให้ และต้องวางเงินประกันบริการหลังการขายอีกจำนวน 10,000 บาท ยาวนานถึง 7 ปี จึงจะรับเงินคืนจากรัฐบาลได้ ซึ่งมองว่าระยะเวลายาวนานเกินไป ผู้ประกอบการรายเล็กจนถึงขนาดกลาง หากร่วมโครงการแม้มีลูกค้าเข้ามา แต่เงินกลับไปจมรอเบิก เราไม่มีเงินทุนสำรองมากมายขนาดนั้น จึงไม่อยากเข้าร่วมโครงการ
“พวกเราจึงมองว่าโครงการนี้อาจจะเอื้อประโยชน์กับบริษัทขนาดใหญ่มากกว่าหรือไม่ ส่วนของผู้รับเหมาติดตั้งเองอาจจะเป็นโอกาสมีงานเข้ามาจำนวนมาก ด้านผู้บริโภคเองมองว่าเป็นโครงการที่ประโยชน์มากสามารถลดค่าไฟได้ประมาณ 30% แต่ประชาชนต้องศึกษาให้ละเอียดว่าตัวเองเหมาะกับการติดตั้งโซลาร์เซลล์หรือไม่ เพราะต้องมีการลงทุน เช่น ถ้าไม่รวมแบตเตอรี่ต้องใช้เวลาประมาณ 3 ปีครึ่ง จึงจะคืนทุน แต่ถ้าไม่ได้ใช้ไฟเลยหวังอาศัยการขายไฟคืนภาครัฐประมาณหน่วยละ 2.20 บาท กว่าจะคืนทุนต้องใช้เวลาประมาณ 2 เท่า หรือประมาณ 7 ปี จึงจะคืนทุน ดังนั้น ถ้าต้องไปกู้เงินมาติดตั้ง ก็จะมีเรื่องภาระดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมธนาคารที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีปัญหาตามมาว่าจะคุ้มกันหรือไม่กับค่าไฟที่จะลดลงไม่มาก”นายณัฐพลกล่าว
นายณัฐพล กล่าวว่า ทั้งนี้ ถ้าติดตั้งแล้วได้ใช้ไฟกลางวันจะคุ้มค่ามาก ประหยัดได้จริง แต่หากบ้านเรือนไม่มีคนอยู่ตอนกลางวัน ต้องการจะใช้ไฟตอนกลางคืน หรือแค่ต้องการขายไฟคืน ถือว่าไม่คุ้มค่า ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนผู้บริโภค ตอนนี้คนอาจตื่นตัวด้วยตัวเลขเงิน 50,000 บาท ที่รัฐจะช่วย ซึ่งหลังจากรัฐบาลมีนโยบายนี้ออกมายอมรับว่ามีประชาชนโทรศัพท์มาสอบถามจำนวนมาก แต่ได้บอกไปว่าทางเราไม่ร่วมโครงการ และได้แนะนำไปว่าถ้าได้ใช้ไฟกลางวันให้เข้าร่วมโครงการ ทั้งนี้ ตลาดโซลาร์เซลล์ปกติจะดีมากในช่วงหน้าร้อน เพราะคนหวังประหยัดค่าไฟ ดังนั้น หากจะให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการและเกิดรายได้จากโครงการนี้ รัฐอาจลดตัวเลขและระยะเวลาในเงื่อนไขลง แม้จะเข้าใจได้ว่าเรื่องเงินประกันรวม 60,000 บาท นั้น รัฐวางเงื่อนไขเพื่อป้องกันการทิ้งงาน การดูแลรักษาระยะยาว แต่ผู้ประกอบการมองว่าเป็นตัวเลขที่มากเกินไป และการคงไว้ในระยะเวลายาวนานเกินไป
ด้านนายสุวัฒน์ พร้อมเพรียง ผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดตรัง กล่าวว่า หลังรัฐเปิดให้ประชาชนเจ้าของบ้านพักอาศัยได้ลงทะเบียนร่วมโครงการ ปรากฏว่า ข้อมูลของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สายงานภาคใต้ เขต 1-3 มีผู้สนใจลงทะเบียนทั้งหมด 6,562 ราย ลงทะเบียนสำเร็จแล้ว 4,402 ราย แต่ยังไม่สามารถแยกรายจังหวัดได้ เพราะส่วนหนึ่งลงผ่านระบบออนไลน์ ทั้งนี้ สำหรับ จ.ตรังทุกสาขา พบว่ามีประชาชนสนใจเข้ามาสอบถามเป็นระยะๆ โดยจะมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ อาจมีประชาชนที่เข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องเงิน 50,000 บาท ที่รัฐจะช่วยนั้น ไม่ได้จ่ายให้ในทันที แต่จะจ่ายให้เมื่อเข้าร่วมโครงการสำเร็จแล้วมีการเชื่อมต่อระบบกับการไฟฟ้าได้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2570 จึงจะส่งคืนเงินผ่านระบบไปให้ ซึ่งในขั้นต้นประชาชนที่จะเข้าร่วมโครงการจะต้องลงทุนเอง ค่าใช้จ่าย ตกรายละ 140,000 บาท จะเป็นเงินส่วนตัวทั้งหมด หรือจะกู้เงินจากธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งมีให้บริการอยู่แล้ว