เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2569 ณ เทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 6 จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะรองประธานกมธ.ปัญหาหนี้สิน ความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ สภาผู้แทนราษฎร จัดสัมมนาเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชน การถูกเจ้าหนี้คิดดอกเบี้ยเกินอัตรา และการถูกมิจฉาชีพหลอกลวงให้ตกเป็นหนี้โดยที่ไม่ได้ก่อหนี้จริง โดยมีนายพัชรกร กุลเจริญ รองนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย น.ส.กุลลภัสสร์ ศีลภูษิต สมาชิกสภาเทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย คณะผู้บริหาร และสมาชิกสภาเทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย ประชาชนเข้าร่วม
ทั้งนี้นายฐาปกรณ์ ได้กล่าวถึงกรณีศึกษาตาม พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 รวมถึงเตือนภัยมิจฉาชีพที่ใช้เทคโนโลยีหลอกลวงประชาชนในปัจจุบัน พร้อมระบุว่าปัญหาหนี้สินโดยเฉพาะหนี้นอกระบบเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ยังคงไม่หมดไปจากสังคมไทย เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ขาดหลักทรัพย์ ผู้ค้ำประกัน และความน่าเชื่อถือทางการเงิน ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ แม้จะรู้ว่าการกู้เงินในระบบดีกว่าก็ตาม ดังนั้นการเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องจึงเป็นวิธีเบื้องต้นที่สำคัญที่สุด
โดยการสัมมนาครั้งนี้ คณะกรรมาธิการการแก้ปัญหาหนี้สิน ความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ สภาผู้แทนราษฎร ได้รับเกียรติจาก นายทีปกร โกมลพันธ์พร อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด มาบรรยายให้ความรู้แก่ประชาชนทั้งในมุมมองของเจ้าหนี้และลูกหนี้ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมากในการนำความรู้ไปปรับใช้ป้องกันและแก้ไขปัญหาหนี้สินในชีวิตประจำวัน
ขณะที่นายทีปกรได้เปิดเวทีให้ประชาชนที่เข้าร่วมการสัมมนาได้แบ่งปันมุมมองและตอบคำถามที่ประชาชนสงสัย ซึ่งพบว่า ประชาชนส่วนมากยังมีภาระหนี้สินครัวเรือนอยู่มาก โดยปัญหาส่วนใหญ่ที่ทำให้ประชาชนต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบก็เพราะไม่สามารถใช้บริการแหล่งเงินทุนถูกกฎหมายได้ เนื่องจากไม่มีผู้ค้ำประกัน และไม่มีหลักทรัพย์มาเป็นหลักประกันการกู้ยืม ทั้งนี้ช่วงท้ายนายฐาปกรณ์ เปิดเผยความคืบหน้าของการต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ในช่วงส่วนต่อขยายอีก 2 เดือน จากโครงการที่จะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยจะใช้สูตรเดิม คือ 60:40 รัฐบาล 60% และประชาชน 40% คาดว่าจะให้สิทธิประชาชนที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการเดิมอยู่แล้ว คนละ 1,000 บาท ใช้ได้เป็นเวลา 2 เดือน ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนที่ได้รับความนิยมอย่างมากของรัฐบาลที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี.