คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangสมุทรปราการ · เปลี่ยน

อรรถสิทธิ์ พานแก้ว | มองประโยชน์ไทย จะได้อะไร จาก IMF มากกว่าการเป็นเจ้าภาพ

ที่มา: มติชน

เวลาจัดประชุมนานาชาติ เป็นเจ้าภาพกีฬา ประเทศส่วนใหญ่มักจะตื่นเต้นกับการได้รับโอกาสนี้ ในแง่มูลค่าจากเม็ดเงินลงทุนที่จะเข้ามาหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจให้สดชื่นในช่วงเวลาหนึ่งก็จริงอยู่ ยิ่งหากมีสถานที่จัดพร้อม สถาปัตยกรรมเอื้อหนุนแล้วด้วยซ้ำก็ยิ่งคุ้มทุนคุ้มค่าในการจัดประชุม

เรามักจะเห็นหลายๆประเทศแย่งกันเป็นเจ้าภาพกีฬา ภูมิใจกับการได้จัดประชุมนานาชาติ โดยนัยยะของความต่างของการเป็นเจ้าภาพ 2 ประเภทนี้ มีอยู่คือ การเป็นเจ้าภาพกีฬาได้มาซึ่งการลงทุนเชิงโครงสร้างด้านกีฬาขนาดใหญ่ มีโอกาสผลักให้มารตรฐานการกีฬาของประเทศได้รับการยอมรับในระดับสากล มิหนำซ้ำยังหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจราวเกือบเดือนให้กับประเทศ จำได้ว่าการกีฬาครั้งใหญ่ๆ ที่จัดเป็นกีฬาเอเชียนเกมส์ช่วงวันที่ 6–20 ธันวาคม ปี 2541

ตอนนั้นเราใช้สนามแข่งขันที่ใช้เป็นหลัก คือ ศูนย์กีฬามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต ศูนย์กีฬาหัวหมากของการกีฬาแห่งประเทศไทย รวมไปถึงกระจายไปยังสนามกีฬาต่างจังหวัด อย่างเชียงใหม่ ชลบุรี สงขลา ซึ่ง ณ ตอนนี้ โครงสร้างก็ยังมีให้เห็นอยู่ที่ธรรมศาสตร์ รังสิต หากแวะวเยนไปแถวนั้นก็จะเห็นสถานที่อย่างลานเอเชียนเกมส์ พร้อมเสาธงชาติของแต่ละประเทศ ตลอดจนหอพักนักกีฬาที่ปัจจุบันเป็นหอพักนักศึกษาไปแล้วก็ยังมีชื่อนี้หลงเหลือให้เรียกอยู่

ส่วนการเป็นเจ้าภาพประชุมนั้นมีข้อต่างอย่างหนึ่งคือจัดในช่วงเวลาที่สั้นกว่า ประมาณสัปดาห์ไม่เกินนี้ สิ่งที่ได้นอกจากเม็ดเงินซึ่งจะน้อยกว่าการเป็นเจ้าภาพกีฬาเพราะสเคลจะจำกัดวงแคบลงกว่านั้น คือเรื่องของภาพลักษณ์ คำถามคือแล้วเราจะมีภาพลักษณ์ไปทำไม ไปทำอย่างอื่น ใช้การทูต ใช้การค้าใช้อย่างอื่นไม่ดีกว่าเหรอ

ชวนขบคิดอย่างนี้ว่า โดยพื้นฐานรัฐทั่วโลกต่างแสวงหาพันธมิตรเพื่อนำสู่สถานะ ตัวตนในเวทีระหว่างประเทศ จะพิจารณาในหลักสภาพจริงนิยมว่ารัฐนั้นเห็นแก่ตัว ทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของชาติ หรือจะสมาทานว่าเราล้วนแล้วมีเจตจำนงเสรีในการติดต่อ สมาพันธ์กับต่างประเทศ กำหนดทิศทางเพื่อประโยชน์แห่งชาติตน แล้วแต่จะกรุณาสมาทานความคิด

แล้วเวลาเราจะสังคมกับใครเราทำอย่างไร ผมมองว่าทุกรัฐมีโอกาสเลือกในการคบหาสมาคมกับใคร เหมือนเราคบเพื่อน เลือกเข้าสังคม รัฐก็ไม่ต่างกันในทำนองนี้ หากคบเพื่อนที่ดีก็จะยิ่งส่งเสริมให้เราดีตามทำนองว่า “คบบัณฑิต บัณฑิตจะพาไปหาผล” และแน่นอนว่าความพยามที่เราเห็นจากประเทศไทยในถานะรัฐกำลังพัฒนา ก็พยายามจะปรับสถานะตัวเองในเวทีระหว่างประเทศด้วยหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการพยายามปรับเปลี่ยนตัวเอง สภาพแวดล้อมให้สอดคล้องเพื่อจะขอเข้าร่วมสมาชิก OECD หรือจะด้วยวิธีที่เรากำลังพูดถึงอยู่คือการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมให้กับองค์กรระดับโลกอย่าง IMF และธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งมีบทบาททางด้านการเงินและการลงทุนหลังสงครามโลก

โดยครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีทั้งรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายจากประเทศสมาชิกทั่วโลกเดินทางมาประชุม ซึ่งไทยกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในรอบ 35 ปี หลังจากเคยจัดการประชุมครั้งก่อนเมื่อปี 2534

ประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมก็จะมีทั้งประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ที่สนใจในเรื่องเดียวกันนั่นคือการเงินและการลงทุนระหว่างประเทศ เสมือนเราได้ไปอยู่ในสังคมนี้ได้ถ่ายทอดบทบาทประสบการณ์ และรับข้อแนะนำ ความเห็นจากสมาชิกเพื่อที่สร้างความมั่นใจและความวางใจ อย่างเช่น เรื่องสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ ในช่วงที่หลายประเทศเผชิญความผันผวนด้านพลังงาน ภาระหนี้สาธารณะ ความไม่แน่นอนทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

ประเด็นเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับไทยโดยตรง เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุนจากต่างประเทศ หากเศรษฐกิจคู่ค้าชะลอตัว ต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น หรือห่วงโซ่อุปทานโลกเปลี่ยนแปลง ก็ย่อมส่งผลต่อผู้ประกอบการและแรงงานไทยตามไปด้วย

สำหรับผมเรื่องการเงินระหว่างประเทศ ในด้านการบริการที่เกี่ยวข้อง อาจยังไม่ก้าวหน้ามากเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ แต่เรื่องการลงทุนระหว่างประเทศเชื่อว่าจะได้รับความมั่นใจและทิศทางตอบรับที่ดีจากการประชุมนี้ แต่ก็ไม่ใช่หมายความว่าจะไม่พัฒนาในแง่การเงิน ผมมองว่ารัฐบาลยังมีพื้นที่อีกมากในการแข่งขันตรงนี้ และพัฒนาตรงนี้ ซึ่งก็ต้องทำให้ได้

มาถึงตอนนี้ท่านคงจะเห็นแล้วว่าง โลกมันล้อมเราแล้วมัน shape เราขนาดไหน ลึกไปถึงจะวางทิศทางนโยบายภายในประเทศว่าเราต้องทำอย่างนี้ถึงจะเข้าสังคมได้รับโอกาสนี้ได้ ฉะนั้นแล้วเรื่องของโลกไม่ได้ห่างไกลเพราะมันจะเป็นตัวกำหนดกนโยบาย กลายเป็นสภาพบังคับภายในให้รัฐต้องปฏิบัติตาม เผลอๆ จะยิ่งกว่ายุทธศาสตร์ชาติที่เราวางไว้เสียอีก เพราะโลกเปลี่ยนไปไวมาก ทิศทางในการปรับตัวของเราก็ต้องปรับให้ทัน ผมยกตัวอย่าง เรื่องภาษีสหรัฐ เรื่องความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การรุกคืบของทุนต่างชาติ นี่คือสิ่งที่โลกกำลังเข้ามากดดันเรา

เพราะฉะนั้นเวทีที่จะช่วยเราได้หนึ่งทางคือการคบเพื่อน สมาคมกับชาวบ้าน แลกเปลี่ยนแล้วมาพัฒนาปรับปรุง หนึ่งในนั้นก็คือวิธีนี้แหละ

พูดถึงเรื่องเหตุผลที่เราภูมิใจและตื่นเต้นกับการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้แล้ว ยังมีอีกหนึ่งเรื่องที่ถือเป็นโจทย์ที่ใหญ่ คือ การทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ทั่วถึงขึ้น

รายงาน Thailand Cities of the Future: Urban Foundations for a High-Income Economy ของธนาคารโลก ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกันยายน 2569 ชี้ให้เห็นข้อจำกัดสำคัญของเศรษฐกิจไทย นั่นคือการกระจุกตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในกรุงเทพฯ โดยกรุงเทพฯ สร้างผลผลิตเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ และมีขนาดเศรษฐกิจเกือบ 27 เท่าของเชียงใหม่ ขณะที่การเติบโตของ GDP ไทยประมาณ 89% ในช่วงปี 2553-2563 มาจากเขตเมือง

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะมีเมืองใหญ่หลายแห่ง แต่โอกาสทางเศรษฐกิจยังไม่ได้กระจายตัวอย่างสมดุล เมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจกระจุกตัว คนจากต่างจังหวัดจึงต้องย้ายเข้ากรุงเทพฯ เพื่อหางานที่มีรายได้และความก้าวหน้า ขณะที่ธุรกิจในเมืองรองก็เผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงแรงงานทักษะสูงและบริการที่จำเป็นต่อการขยายกิจการ ปัญหาจึงเชื่อมโยงกันเป็นวงจร ทั้งคนย้ายไปหางาน ธุรกิจย้ายไปหาแรงงานและตลาด และการลงทุนใหม่ก็ยิ่งกระจุกตัวในพื้นที่เดิม

ธนาคารโลกยังประเมินว่า ปัญหาการจราจรสร้างต้นทุนให้เศรษฐกิจกรุงเทพฯ ประมาณ 7-10% ของผลผลิตทางเศรษฐกิจในเมืองต่อปี ขณะเดียวกัน เมืองรองยังมีศักยภาพด้านผลิตภาพและการลงทุนที่สามารถพัฒนาได้อีกมาก

ดังนั้น หากไทยต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาเมืองจึงไม่ใช่เรื่องของการสร้างถนน รถไฟฟ้า หรือปรับปรุงภูมิทัศน์เท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการสร้างงาน การเพิ่มผลิตภาพ และการยกระดับรายได้ของประชาชน

ข้อเสนอสำคัญคือการสร้างเครือข่ายเมืองที่มีความเข้มแข็ง โดยให้กรุงเทพฯ ยังคงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางหลัก ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้เมืองรองมีบทบาททางเศรษฐกิจที่ชัดเจนและเกื้อหนุนกัน

เรื่องนี้ยังต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย ทั้งการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น การวางผังเมือง การลงทุนระบบขนส่ง การพัฒนาทักษะแรงงาน และการปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ หากทุกการตัดสินใจสำคัญยังต้องรอส่วนกลาง และเมืองต่างจังหวัดไม่มีเครื่องมือเพียงพอในการกำหนดทิศทางของตัวเอง การดึงดูดการลงทุนก็ย่อมทำได้ยาก

ช่องว่างดังกล่าวสะท้อนว่าไทยยังมีโจทย์อีกมากในการเพิ่มผลิตภาพและสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ การพึ่งพาศูนย์กลางเศรษฐกิจเพียงแห่งเดียวอาจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อประเทศต้องรับมือกับการแข่งขันด้านเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน และสังคมสูงวัย

จากโจทย์เยอะแยะมากมายดังกล่าว ผมอยากเห็นและอยากให้ การประชุม IMF และธนาคารโลก ในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่ใหญ่ขึ้น ให้รัฐบาลมีโอกาสใช้เวทีนี้ขยายความร่วมมือ ดึงดูดเงินลงทุน และรับฟังข้อเสนอด้านนโยบาย แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องนำโอกาสเหล่านั้นมาเชื่อมโยงกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ

สิ่งที่ต้องติดตามจึงอยู่ที่ว่า เราในฐานะประเทศไทยจะใช้โอกาสจากการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ต่อยอดไปสู่การลงทุน ความเชื่อมั่น และความร่วมมือทางเศรษฐกิจได้มากแค่ไหน รวมถึงรัฐบาลจะนำข้อเสนอและความร่วมมือที่เกิดขึ้นไปผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างทั่วถึงขึ้นอย่างไร

เพราะผลลัพธ์ของการประชุมไม่ควรหยุดอยู่ที่ความสำเร็จของการจัดงาน แต่ควรต่อเนื่องไปถึงการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง งานที่มีคุณภาพ และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ประชาชนในพื้นที่ต่างๆ เข้าถึงได้มากขึ้น หากไทยต้องการยกระดับประเทศในระยะยาว การสร้างความเชื่อมั่นจากภายนอกต้องเดินควบคู่กับการปลดล็อกศักยภาพภายในประเทศ…

ความคิดเห็น