Thai PBS แถลงโต้ สตง. ย้ำความเป็นอิสระ ต้องปราศจากการแทรกแซงทุกรูปแบบ ลั่นภารกิจเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า แต่งบยังเท่าเดิม ไม่เคยขอเพิ่ม เผยกว่าครึ่งของพนักงานกว่าพันคนไม่ได้ทำแค่ข่าว แจงเหตุจ้างผู้ผลิตภายนอก
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 14 ต.ค.69 ที่องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพ สาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS) นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. พร้อมด้วย นายพิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ร่วมกันแถลงข่าวชี้แจงกรณีการตรวจสอบของ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ต่อ Thai PBS
ช่วงแรก นายพิเศษ กล่าวถึงขั้นตอนกระบวนการตรวจสอบของ สตง. ว่ามีขั้นตอนอย่างไรบ้าง แต่หลักๆ เน้นย้ำถึงความเป็นอิสระ โดยได้ฝากถึง สตง. ว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการตรวจสอบคือ ความเป็นอิสระ ต้องปราศจากการแทรกแซงทุกรูปแบบ ต้องให้ความเป็นธรรม เปิดโอกาสให้ผู้ถูกตรวจสอบได้ชี้แจงอย่างเต็มที่ และเปิดรับการโต้แย้ง ต้องมีกระบวนการชั่งน้ำหนักและให้ความเป็นธรรมก่อนสรุปผล
ส่วนข้อมูลและข้อสังเกตยังไม่ควรถูกเปิดเผยออกสู่สาธารณชน จนกว่ากระบวนการตรวจสอบจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของผู้เกี่ยวข้อง
อีกทั้งขอเน้นย้ำเรื่องการสร้างมาตรฐานเดียวกัน ต้องการให้หน่วยงานตรวจสอบยึดมั่นในกรอบมาตรฐานวิชาชีพเดียวกันกับทุกหน่วยงาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้รับการตรวจ
“กระบวนการสำคัญที่จำเป็นต้องขอและทำความเข้าใจ คือเรื่องของ Independence หรือความเป็นอิสระ ซึ่งหมายถึงความเป็นอิสระ เช่นเดียวกับหน่วยงานตรวจสอบอิสระในที่นี้คือ การปราศจากการแทรกแซงและการถูกแทรกแซงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินงาน การใช้ทุน หรือวิธีอื่นใด ต้องดำเนินการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและโปร่งใส” นายพิเศษ กล่าว
นายพิเศษ ยังกล่าวถึง “ชุดตรวจสอบชุดที่ 1” ในการแถลงข่าว ขอบคุณและให้เกียรติชุดตรวจสอบชุดที่ 1 เป็นชุดแรก โดยระบุว่าชุดนี้เข้ามาทำงานและทำตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างถูกต้องครบถ้วน และมีการทำตามขั้นตอน ตั้งแต่การเข้ามาตรวจสอบ การเปิดโอกาสให้ซักถาม และก่อนที่จะปิดตัวหรือสรุปผล จะมีกระบวนการในการเปิดโอกาสให้ทาง ส.ส.ท. ได้รับฟัง ได้พรีเซนต์ และชี้แจงทำความเข้าใจในประเด็นที่พบปัญหา สภาพปัญหา รวมถึงจุดที่มีความเสี่ยง
โดยชุดนี้ได้เปิดโอกาสให้ ส.ส.ท. ได้ชี้แจงข้อโต้แย้งให้เหตุผล และแสดงความเห็นอย่างเต็มที่ ก่อนที่ทางชุดตรวจสอบจะกลับไปพิจารณาและออกจดหมายปิดตรวจ ส่วนชุดตรวจสอบชุดที่ 2 และชุดที่ 3 กลับไม่มีกระบวนการประชุมสรุปปิดตรวจ (Exit Conference) หรือเปิดโอกาสให้ชี้แจงอย่างเพียงพอก่อนสรุปผล
นายพิเศษ ระบุว่า สิ่งที่ สตง.ตรวจสอบ ยืนยันว่าสามารถตอบได้ ก่อนกล่าวถึงกรณีการปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดและการทำงานให้สอดคล้องกับยุคสมัย กรณีตัวอย่าง PSI Rating การตั้งคำถามว่าองค์กรยังคงต้องยึดติดกับตัวชี้วัดเดิมๆ ตลอดไปหรือไม่ ในเมื่อพฤติกรรมการเสพสื่อของผู้บริโภคเปลี่ยนไป เช่น ยอดผู้ชมทางโทรทัศน์ลดลง แต่ยอดผู้ชมทางออนไลน์ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ส่วนหน่วยงานควรปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของประชาชน โดยหันมาให้ความสำคัญกับช่องทางออนไลน์หรือการกระจายข้อมูลข่าวสารในมิติเชิงพื้นที่ให้มากขึ้น เพื่อให้เข้าถึงประชาชนได้กว้างขวางยิ่งขึ้นขณะเดียวกันระบบงานต่างๆ เช่น One Thai PBS กำลังอยู่ในช่วงดำเนินการบูรณาการระบบ เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ภายในองค์กรสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่ นายอดิศักดิ์ กล่าวถึง การดำเนินงานของสถานีโทรทัศน์ ThaiPBS และการขยายภารกิจขององค์กร เกี่ยวกับการเติบโตและงบประมาณขององค์กร โดยบอกว่า ปี 51 เราเริ่มจากสถานีโทรทัศน์ช่องเดียว ตอนนี้มีภารกิจเพิ่มขึ้น 10 เท่า แต่จำนวนเงินเรายังเท่าเดิม 2,000 ล้านบาท แต่ถ้าเทียบมูลค่า คำนวณออกมาแล้ว มูลค่าเงินจะเหลือประมาณ 1,500 ล้านเอง เราไม่เคยขอเงินเพิ่ม
ทั้งนี้ เรามีภารกิจหลักที่หลากหลายกว่าการทำข่าว ซึ่งเรามีกำลังคนประมาณ 1,200 – 1,300 คน ไม่ได้ทำเฉพาะข่าวเพียงอย่างเดียว โดยมีสัดส่วนเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ส่วนอีกครึ่งหนึ่งทำภารกิจและคอนเทนต์อื่นๆ ที่ไม่ใช่ข่าว
นอกจากนี้ ยังมีงานออนไลน์และสื่อหลากหลายรูปแบบททั้งทำสื่อออนไลน์จำนวนมาก เช่น Thai PBS Verify สำหรับตรวจสอบข่าวปลอม ทำศูนย์เด็กและรายการสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ หรือคนหูหนวก ซึ่งสื่อเชิงพาณิชย์ทั่วไปไม่สามารถทำได้เพราะไม่มีผลกำไร จัดกิจกรรมให้ความรู้และอบรม เช่น การตรวจสอบข่าวกรองทั่วประเทศ รวมถึงการผลิตหนังสั้นและคอนเทนต์อื่นๆ
ส่วนการจ้างผู้ผลิตอิสระ การจ้างผู้ผลิตรายการภายนอกยืนยันเป็นไปตามกฎหมาย เพื่อส่งเสริมและสร้างโอกาสให้ผู้ผลิตรายใหม่ๆ เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจองค์กร
บางช่วง นายพิเศษ เปิดผลรับฟังความคิดเห็น ร่าง พ.ร.บ. ตามมาตรา 77 ตั้งแต่วันที่ 3-14 ต.ค.2569 ณ เวลา 10.48 น. พบว่ามีคนโหวต 87,278 คน / เห็นด้วย 16,020 คน 19.5 % / ไม่เห็นด้วย 65,872 คน หรือ 80.1%
ประเด็นนี้ นายพิเศษ จี้ตรวจสอบ เพราะมองว่า มีความผิดสังเกตอย่างมาก ก่อนหน้าที่ สตง. จะเปิดโต๊ะแถลงข่าว ผลสำรวจความคิดเห็นระบุว่าเสียงที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายมีสัดส่วนสูงถึง 95-96% แต่หลังจากมีการเปิดโต๊ะแถลงข่าวของ สตง. ตัวเลขสัดส่วนผู้ที่ “เห็นด้วย” กับการแก้ไขกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติและมีนัยสำคัญ
จึงฝากให้ทีมงานและผู้เกี่ยวข้องทำการตรวจสอบเชิงลึก หรือ Investigative เนื่องจากปรากฏการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับกฎหมายอื่นๆ อีก 3 ฉบับที่ผ่านมา