พร้อมกันนี้ นายเอกภพ ยกตัวอย่างว่า หากค่าห้องพักคืนละ 15,000 บาท มีผู้เข้าพัก 10 คน จะเป็นเงิน 150,000 บาท และหากมี 20 คน จะเป็นเงิน 300,000 บาท ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวสามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านสุขภาพได้ เช่น การตรวจคัดกรองเบาหวานด้วยการเจาะเลือดปลายนิ้ว หากคิดค่าตรวจครั้งละ 10 บาท จะตรวจได้ถึง 30,000 คน จึงตั้งคำถามว่า ประชาชนต้องเสียเงินเพื่อสนับสนุนกิจกรรมที่อ้างว่าเป็นการรณรงค์ แต่กลับอาจบั่นทอนสุขภาพของประชาชนหรือไม่
เมื่อถามว่า สมาพันธ์ฯ ติดใจถ้อยคำ “กินหรูอยู่สบาย” และยืนยันว่าจะไม่เปลี่ยนคำพูดใช่หรือไม่ นายเอกภพ กล่าวว่า โรงแรมดังกล่าวมีราคาห้องพักขั้นต่ำ 15,000 บาท พร้อมกล่าวว่า
“ผมก็อยากโปรโมตให้โรงแรมนี้ว่าเป็นโรงแรมที่ดี มีห้องพักสะดวกสบาย มีสถานที่สวยงาม แบบนี้เรียกว่ากินหรูไหมล่ะ อยู่สบายไหมล่ะ ประชุมแค่ครึ่งวัน แต่เบิกเงินกันกระหน่ำฉ่ำ”
นายเอกภพ กล่าวต่อว่า ประเด็นนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงโครงการเดียว แต่ต้องการให้ประชาชนและสื่อมวลชนช่วยตรวจสอบว่ามีโครงการอื่นที่มีลักษณะเช่นเดียวกันอีกหรือไม่ พร้อมระบุว่าได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวว่า การจัดกิจกรรมบางครั้งมีการใช้รายชื่อผู้เข้าร่วมเพื่อเบิกจ่าย ทั้งที่บุคคลดังกล่าวไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมจริง ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรตรวจสอบข้อเท็จจริง
เมื่อถามว่า จะตรวจสอบโครงการย้อนหลังหรือไม่ นายเอกภพ กล่าวว่า ต้องการให้เปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานของ สสส. ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา ว่าจ่ายเงินให้แก่องค์กรใดและเป็นจำนวนเท่าใด โดยข้อมูลที่สามารถค้นหาได้ในขณะนี้ส่วนใหญ่เป็นรายละเอียดว่าแต่ละองค์กรได้รับโครงการอะไรบ้างและมีกี่โครงการต่อปี แต่ยังไม่มีการเปิดเผยจำนวนเงินของแต่ละโครงการอย่างชัดเจน
นายเอกภพ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับโครงการที่เกาะสมุย ข้อมูลที่ได้รับแจ้งระบุว่า ผู้เข้าร่วมเดินทางไปถึงเมื่อวานนี้(25 ต.ค.69) ประชุมวันนี้ และพักอีกหนึ่งคืน รวมเป็นสองคืน คิดเป็นค่าห้องพักขั้นต่ำ 30,000 บาท พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากได้รับส่วนลด หรือมีบุคคลอื่นออกค่าใช้จ่ายให้ ต้องตรวจสอบว่าเข้าข่ายผิดเงื่อนไขตามกฎหมาย ป.ป.ช. หรือไม่ รวมถึงกรณีเบิกจ่ายตามสิทธิของข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขว่าดำเนินการถูกต้องตามระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่
เมื่อถามถึง กรณีสมาพันธ์ฯ ระบุว่า ได้รับการตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และใช้เงินทุกบาทอย่างคุ้มค่า ไม่มีการทุจริต นายเอกภพ กล่าวว่า มองว่าเป็นลักษณะของการอำพรางนิติกรรม เพราะเมื่อ สสส. จ่ายเงินให้หน่วยงานอิสระหรือมูลนิธิแล้ว ขั้นตอนการเบิกจ่ายของ สสส. ถือว่าสิ้นสุด แต่การนำเงินไปใช้ต่อของหน่วยงานที่ได้รับเงินยังต้องมีการตรวจสอบว่าเป็นไปตามระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่
นายเอกภพ กล่าวอ้างว่า ที่ผ่านมาเมื่อมีการตรวจสอบโดย สตง. หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) มักพบข้อผิดปกติ พร้อมย้ำว่าประเด็นสำคัญคือ ต้องตรวจสอบการใช้เงินหลังจากที่หน่วยงานได้รับงบประมาณไปแล้วด้วย
เมื่อถามว่า ค่าห้องพักไม่ได้ใช้งบจาก สสส. แต่ได้รับการสนับสนุน นายเอกภพ กล่าวว่า ต้องเปิดเผยว่าใครเป็นผู้สนับสนุน และมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับ สสส. หรือไม่ โดยตั้งข้อสังเกตว่า ผู้สนับสนุนอาจเป็นบริษัทยาที่เกี่ยวข้องกับ "ยาเลิกบุหรี่" หรือบริษัทและเครือข่ายอื่นที่อาจได้รับประโยชน์จากการจัดประชุมหรือไม่ จึงควรเปิดเผยแหล่งที่มาของเงินและรายละเอียดค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทั้งค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่าพาหนะระหว่างเดินทาง
เมื่อถามว่า การเคลื่อนไหวของโฆษกรัฐบาลอาจเป็นการเปิดศึกกับกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากมีบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมประชุมด้วยหรือไม่ นายเอกภพ กล่าวว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าวอ้างถึงกระทรวงสาธารณสุข และใช้กระทรวงเป็นเครื่องมือ จนอาจทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกรงใจ โดยครั้งนี้ยังมีการอ้างชื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขว่าจะเข้าร่วมงาน ทั้งที่ตามกำหนดการเดิมต้องเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และในช่วงเช้าวันเดียวกันมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงไม่มีทางที่รัฐมนตรีจะไปร่วมงานได้
นอกจากนี้ ยังมีการนำชื่อปลัดกระทรวงสาธารณสุขมาอ้าง ทั้งที่ปลัดกระทรวงมีภารกิจราชการของตนเอง จึงต้องการให้ตรวจสอบไปยังรองอธิบดีที่กำกับดูแลงานด้านยาสูบว่าเป็นผู้ริเริ่มดำเนินการเรื่องนี้หรือไม่ และมีขั้นตอนการขออนุมัติอย่างไร