สิงคโปร์ฉลองครบรอบ 61 ปี วันชาติ หรือ SG61 ในปี 2569 จากวันที่แยกตัวเป็นเอกราชเมื่อ 9 สิงหาคม 2508 ประเทศที่มีทั้งพื้นที่และทรัพยากรธรรมชาติจำกัด ค่อยๆ สร้างตัวเองจนกลายเป็นเมืองสมัยใหม่ที่มีทั้งตึกสูง ระบบขนส่ง สวนสีเขียว และเศรษฐกิจที่เชื่อมต่อกับโลก
แต่การมาเยือนสิงคโปร์ครั้งนี้ไม่ได้มีแค่ “เที่ยว กิน ช็อป” เพราะเราเดินทางร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ และผู้ประกอบการสินค้าเกษตรและอาหาร GI ไทย เพื่อเปิดตลาดในงาน APAC Food & Beverage Expo 2026 ที่ Singapore EXPO จึงถือเป็นโอกาสได้มองเมืองลอดช่องทั้งในมุมของนักท่องเที่ยวและตลาดของสินค้าไทย
♦นี่สิงคโปร์หรืออินเดีย?
จุดแรกที่ทำให้ต้องตั้งคำถามคือ Mustafa Centre ในย่าน Little India เดินเข้าไปครั้งแรก ทั้งสีสัน เครื่องเทศ ขนม เสื้อผ้า เครื่องสำอาง และสินค้านานาชนิด ทำให้รู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในอินเดีย ที่นี่เปิด 24 ชั่วโมง และมีของขายแทบทุกอย่าง ตั้งแต่อาหารไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า
Mustafa จึงไม่ใช่แค่แหล่งช็อปปิ้ง แต่สะท้อนอีกด้านของสิงคโปร์ เมืองที่ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติไม่ได้เพียงอยู่ร่วมกัน แต่สร้างย่านการค้า อาหาร และวัฒนธรรมของตัวเองขึ้นมา
♦Orchard Road ยังมี‘พื้นที่ของไทย’
จาก Little India เปลี่ยนบรรยากาศมา Orchard Road ถนนช็อปปิ้งชื่อดังที่เต็มไปด้วยห้าง โรงแรม และแบรนด์ระดับโลก ท่ามกลางทำเลสำคัญใจกลางเมือง เป็นที่ตั้งของสถานเอกอัครราชทูตไทย ถือเป็น “พื้นที่ของไทย” บนหนึ่งในย่านเศรษฐกิจสำคัญของสิงคโปร์
ใกล้กันคือ Pan Pacific Orchard โรงแรมที่นำสวนขึ้นไปอยู่บนอาคารสูง 23 ชั้น แบ่งพื้นที่สีเขียวเป็น 4 ระดับ ทั้ง Forest Terrace, Beach Terrace, Garden Terrace และ Cloud Terrace
นี่คือภาพสะท้อนวิธีคิดของเมืองที่มีพื้นที่จำกัด เมื่อขยายออกด้านข้างไม่ได้ ก็สร้างพื้นที่ขึ้นไปด้านบน เปลี่ยนอาคารสูงให้กลายเป็นทั้งที่พักและพื้นที่สีเขียวในเวลาเดียวกัน
โรงแรมนี้ออกแบบโดย WOHA บริษัทสถาปนิกสัญชาติสิงคโปร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในระดับโลก ในฐานะผู้บุกเบิกตึกระฟ้าสีเขียว และสถาปัตยกรรมแนวชีวภาพ ที่คว้ารางวัลชนะเลิศด้านการออกแบบและสถาปัตยกรรมมาแล้ว
♦จากช้าง ร.5 ถึงวิหารกลางเมือง
อีกมุมที่ทำให้เรื่องราวไทย-สิงคโปร์ใกล้ตัวขึ้นคือ ช้างสำริด บริเวณ The Arts House อดีตรัฐสภาเก่า ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระราชทานแก่สิงคโปร์เป็นที่ระลึกจากการเสด็จประพาสเมื่อปี 2414
ไม่ไกลกันคือ St. Andrew’s Cathedral วิหารสไตล์โกธิคเก่าแก่กว่า 160 ปี ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางตึกสูง เป็นอีกภาพที่สะท้อนความหลากหลายทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเมือง
♦เรื่องที่ขาดไม่ได้-กิน!
มาสิงคโปร์ทั้งที เรื่องกินต้องมาที่ Geylang เราได้ลองชิมโจ๊กกบ G7 Live Seafood & Frog Porridge ร้านเก่าแก่ตั้งแต่ปี 1999 เนื้อกบนุ่ม กินกับโจ๊กเข้ากันกว่าที่คิด ตามด้วยปูผัดพริกและปูผัดไข่เค็ม
ส่วนสายติ่มซำต้องแวะ Yum Cha ขณะที่ JUMBO Seafood ร้านอาหารขึ้นชื่อแจ้งเกิดจากประเทศนี้ โดยกลุ่มเพื่อนที่มารวมตัวกันจากความชื่นชอบอาหารทะเล จากร้านอาหารทะเลขนาดเล็ก ได้รับความนิยมและความไว้วางใจจากทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว จนขยายสาขาไปในหลายประเทศ
เมนูที่โด่งดังระดับโลก ปูผัดพริก และปูผัดพริกไทยดำ แต่สำหรับเราซีฟู้ดแบบไทยๆ คือที่สุด
ไหนๆ มาสิงคโปร์แล้ว รอบนี้เราได้มาลองชิมข้าวมันไก่สไตล์ไหหลำของ Chatterbox ที่โรงแรม Hilton Singapore Orchard ร้านระดับตำนานที่เปิดมาตั้งแต่ปี 2514 ไก่ฉ่ำ ข้าวหอม และเสิร์ฟมาเป็นชุดใหญ่แต่กินสุดฟินหมดไม่รู้ตัว
♦Chinatown ใครไม่ชอบทุเรียน๊ถอยไป!
มาถึงไชน่าทาวน์ก็ต้องตั้งใจมาวัดพระเขี้ยวแก้ว วัดสำคัญที่ชาวพุทธนิยมมากราบไหว้ขอพร
ถ้าเป็นช่วงทุเรียนออก คนไม่ชอบกลิ่นแรงอาจต้องเตรียมใจ เพราะตามตรอกซอกซอยมีทุเรียนสุกจัดวางขายเต็มไปหมด โดยเฉพาะ Musang King จากมาเลเซีย ที่ได้รับความนิยมในตลาดสิงคโปร์
ส่วนเราคนไทยกลับได้ของฝากเป็น “ช็อกโกแลตทุเรียน Musang King” รสชาติหอมมันและกลิ่นทุเรียนมาเต็มแต่อร่อยเฉยเลย
♦ตลาดที่มีโอกาสของไทย
การเดินทางครั้งนี้ทำให้เห็นว่า สินค้าไทยมีพื้นที่ในตลาดสิงคโปร์ไม่น้อย ทั้งอาหารไทย เครื่องประดับและอัญมณี แฟชั่น เครื่องสำอาง น้ำมันสมุนไพร สินค้าแฮนด์เมด สินค้าสัตว์เลี้ยง สินค้าเด็ก รวมถึงสินค้าลิขสิทธิ์และคาแร็กเตอร์ไทย
ศิลปินไทยเองก็มีฐานแฟนคลับทั้งคนไทยและชาวสิงคโปร์ เห็นได้จากแฟนเพลงที่มารอชมและร้องเพลงไทยตามศิลปินได้
แต่การเข้าตลาดสิงคโปร์ก็มีโจทย์ที่ผู้ประกอบการต้องรับมือ ทั้งค่าเช่า ค่าแรง และข้อกำหนดเรื่องการจ้างแรงงานต่างชาติ
นี่จึงเป็นตลาดที่ “มีโอกาส” แต่ต้องเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค ต้นทุน และกฎระเบียบให้ชัดก่อนลงสนาม
♦ส่องเป้าหมาย ‘30 by 30’
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ สิงคโปร์พึ่งพาการนำเข้าอาหารมากกว่า 90% หลังโควิด-19 ทำให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหารมากขึ้น
จึงเกิดเป้าหมาย “30 by 30” ผลิตอาหารภายในประเทศให้ได้ 30% โดยใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย ทั้งฟาร์มแนวตั้งและการเลี้ยงปลาในอาคารระบบอัตโนมัติ
จากข้อจำกัดด้านพื้นที่จึงกลายเป็นแรงผลักให้เกิดนวัตกรรมด้านอาหาร ซึ่งเป็นอีกบทเรียนที่น่าสนใจสำหรับประเทศเกษตรกรรมอย่างไทย
♦ปิดทริปที่ Jewel
ก่อนกลับต้องแวะ Jewel Changi Airport อาคารรูปทรงโค้งคล้ายโดนัทขนาดยักษ์ที่โอบพื้นที่สีเขียวไว้ตรงกลาง พร้อม HSBC Rain Vortex น้ำตกขนาดใหญ่ที่กลายเป็นแลนด์มาร์ก
รอบๆ คือ Shiseido Forest Valley สวนหลายระดับ ร้านอาหาร และแหล่งช็อปปิ้ง
แม้แต่รถไฟ Skytrain ที่วิ่งผ่านอาคารก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์
ต้องบอกเลยว่าการรอขึ้นเครื่องไม่น่าเบื่ออีกต่อไป
♦4 วันที่มากกว่าการท่องเที่ยว
สิงคโปร์อาจเป็นประเทศเล็ก พื้นที่จำกัด และไม่มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย
แต่ตลอด 4 วัน เรากลับเห็นวิธีเปลี่ยนข้อจำกัดให้เป็นโอกาส ตั้งแต่การออกแบบเมือง การสร้างพื้นที่สีเขียว การพัฒนาอาหาร ไปจนถึงการเปิดรับผู้คนและสินค้าจากทั่วโลก
ถือว่าเป็นการเที่ยวในอีกมุมมอง ที่ไม่ได้มีแค่สิงโตทะเล “เมอร์ไลออน”, มารีน่าเบย์ และอาคารทรงทุเรียน “เอสพลานาด” ที่ใครๆ ไปสิงคโปร์ก็ต้องไปอยู่แล้ว