“ศศิกานต์” โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ห่วงร่าง พ.ร.บ. AI ไม่ทันโลก! เสนอ 3 มาตรการยกระดับธรรมาภิบาล AI เตือนอย่ามองแค่เม็ดเงิน 7 แสนล้าน ต้องเร่งสร้างความมั่นคงทางดิจิทัล-ปกป้องอธิปไตยข้อมูล
วันที่ 19 ตุลาคม 2569 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตรองโฆษกรัฐบาล แสดงความคิดเห็นต่อการจัดทำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ปัญญาประดิษฐ์ของรัฐบาล โดยระบุว่า ถือเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานการกำกับดูแลเทคโนโลยี AI ของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อห่วงใยว่าเนื้อหาและมาตรการในร่างกฎหมายอาจไม่ครอบคลุมความเสี่ยงจากเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยกำลังรองรับการลงทุน Data Center จากต่างชาติ มูลค่ารวมกว่า 700,000 ล้านบาท จึงเสนอให้นำหลักธรรมาภิบาล AI มายกระดับร่างกฎหมายผ่าน 3 มาตรการสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นคงทางดิจิทัล คุ้มครองข้อมูลประชาชน และเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทยในการกำกับดูแลเทคโนโลยีจากต่างชาติ
นางสาวศศิกานต์ ระบุว่า ปัจจุบันหลายประเทศได้ยกระดับมาตรการกำกับดูแล AI อย่างจริงจัง อาทิ สหภาพยุโรป (EU) ที่ประกาศใช้กฎหมาย “AI Act” เพื่อกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัย ความโปร่งใส และการคุ้มครองสิทธิของประชาชน ขณะที่สหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญกับ AI ในมิติความมั่นคงแห่งชาติ จึงสะท้อนให้เห็นว่าการแข่งขันด้านเทคโนโลยียังรวมถึงการกำหนดกติกาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ
นางสาวศศิกานต์ กล่าวว่า การที่รัฐบาลไทยเดินหน้าผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ปัญญาประดิษฐ์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและควรได้รับการสนับสนุน อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่จำเป็นต้องพิจารณาเพิ่มเติม โดยเฉพาะความเหมาะสมของบทลงโทษ ซึ่งหากกำหนดค่าปรับไว้เพียง 1–5 ล้านบาท อาจไม่เพียงพอที่จะสร้างแรงจูงใจให้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่มีเม็ดเงินมหาศาลปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด จึงควรพิจารณามาตรการลงโทษที่ได้สัดส่วนกับขนาดธุรกิจและความร้ายแรงของการกระทำผิด
พร้อมกันนี้ นางสาวศศิกานต์ ยังได้เสนอแนวทางยกระดับกฎหมายและมาตรการกำกับดูแล AI ของประเทศไทย 3 ประการ ได้แก่
1. กำหนดให้เนื้อหาที่สร้างด้วย AI ต้องมีสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายระบุอย่างชัดเจน โดยนำแนวทางด้านความโปร่งใสของสหภาพยุโรปมาปรับใช้กับกฎหมายไทย โดยเฉพาะเทคโนโลยี Generative AI ที่สามารถสร้างภาพ เสียง และวิดีโอเสมือนจริง ควรกำหนดมาตรฐานการติดฉลากและฝังลายน้ำดิจิทัลในเนื้อหาที่ AI สร้างขึ้นตามความเหมาะสม เพื่อให้ประชาชนสามารถแยกแยะเนื้อหาจริงกับเนื้อหาสังเคราะห์ ลดความเสี่ยงจากการหลอกลวง การปลอมแปลงตัวตน และอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
2. ยกระดับกลไกธรรมาภิบาล AI ให้มีระบบตรวจสอบความปลอดภัยเชิงรุกก่อนนำเทคโนโลยีความเสี่ยงสูงมาใช้งาน โดยศึกษาแนวทางการทดสอบและประเมินความปลอดภัยของ AI จากสหราชอาณาจักรและสิงคโปร์ เพื่อพัฒนาระบบตรวจสอบช่องโหว่ การทดสอบจำลองการโจมตีทางไซเบอร์ และการประเมินความเสี่ยงด้านข้อมูล โดยเฉพาะระบบ AI ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญหรือข้อมูลอ่อนไหวของประชาชน เพื่อป้องกันการเข้าถึงหรือถ่ายโอนข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต
3. กำหนดเงื่อนไขส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากรไทยควบคู่กับการลงทุนจากต่างชาติ โดยเห็นว่าเม็ดเงินลงทุนกว่า 700,000 ล้านบาท ควรสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่าการใช้พื้นที่และพลังงานเพื่อดำเนินธุรกิจ Data Center รัฐบาลควรผลักดันให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ การวิจัยและพัฒนา การสร้างบุคลากรด้าน AI ตลอดจนการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองได้ในอนาคต พร้อมกำหนดมาตรการคุ้มครองข้อมูลของคนไทยให้เป็นไปตามกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าข้อมูลดังกล่าวจะถูกจัดเก็บหรือประมวลผลผ่านระบบของผู้ให้บริการรายใด
นางสาวศศิกานต์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับจุดยืนจากการเป็นเพียงประเทศผู้รับการลงทุน ไปสู่การเป็นประเทศที่มีอำนาจกำหนดมาตรฐานและกติกาด้านเทคโนโลยีของตนเอง เพราะความมั่นคงทางดิจิทัลและข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนถือเป็นผลประโยชน์สำคัญของชาติที่ไม่ควรถูกมองข้าม
“การลงทุน 7 แสนล้านบาทอาจเป็นข่าวดีทางเศรษฐกิจ แต่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อเราสามารถกำหนดกติกา คุ้มครองข้อมูลประชาชน และสร้างองค์ความรู้ให้คนไทยได้ด้วย เทคโนโลยีกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว หากรัฐบาลไม่เร่งสร้างระบบป้องกันที่เข้มแข็งตั้งแต่วันนี้ เราอาจกำลังเปิดประตูให้ผู้อื่นเข้ามาถือครองกุญแจข้อมูลของประเทศ โดยที่เราไม่ทันรู้ตัว” นางสาวศศิกานต์ กล่าว