คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangสกลนคร · เปลี่ยน

ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหา บิ๊กโจ๊ก แจ้งทรัพย์สินเท็จ ปืน-เงินฝาก-ทอง อื้อ สั่งแจงใน 15 วัน

ที่มา: มติชน

ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหา “บิ๊กโจ๊ก” แจ้งทรัพย์สินเท็จ 5 รายการ ทั้ง ปืน -เงินฝาก-ทอง-นาฬิกาหรู อื้อ สั่งแจงใน 15 วัน

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า เมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติแจ้งข้อกล่าวหา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) กรณีถูกกล่าวหาว่าจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตนเองและคู่สมรสอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ โดยกำหนดให้เข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ

แหล่งข่าวจาก ป.ป.ช. เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินในช่วงที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) พบข้อสงสัยเกี่ยวกับการแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน จำนวน 5 ประเด็นใหญ่ ซึ่ง ป.ป.ช. เห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอสำหรับการแจ้งข้อกล่าวหา ดังนี้ 1.อาวุธปืนเพิ่มขึ้น 170 กระบอก ในช่วงปี 2558-2564 มูลค่ากว่า 22 ล้านบาท ซึ่งมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับการได้มาซึ่งทรัพย์สิน เจ้าหน้าที่จึงสั่งให้ชี้แจงแหล่งที่มาของเงิน โดยผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่านำเงินรายได้จากการเป็นนายหน้าแนะนำซื้อขายพระเครื่อง จำนวนประมาณ 10.9 ล้านบาท มาใช้ซื้อ แต่จากการตรวจสอบ กลับพบข้อสงสัยในธุรกรรมดังกล่าว รวมถึงกรณีนำเงินสด 70 ล้านบาท ไปจัดวางในตู้นิรภัยแล้วถ่ายภาพเพื่อนำมาใช้ประกอบเอกสารชี้แจง ตลอดจนบทบาทของบุคคลที่เกี่ยวข้องในการนำเงินสดไปยังร้านพระเครื่องแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ก่อนนำกลับคืนในวันเดียวกัน ซึ่ง ป.ป.ช. อยู่ระหว่างตรวจสอบที่มาของเงินและความน่าเชื่อถือของเอกสาร

2.บัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทยในชื่อบุคคลอื่น มียอดเงินหมุนเวียนกว่า 300,000 บาท ซึ่งไม่ได้แสดงไว้ในบัญชีทรัพย์สิน โดยมีข้อกล่าวอ้างว่าบัญชีดังกล่าวถูกนำมาใช้ทำธุรกรรม เพื่อประโยชน์ของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และคู่สมรส นอกจากนี้ จากการขยายผลยังพบการใช้บัญชีบุคคลอื่น (บัญชีม้า) ทำธุรกรรมทางการเงินรวม 6 บัญชี ยอดเงินหมุนเวียนรวมกว่า 223 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่มาของเงินดังกล่าว 3.ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 2 แปลง ใน จ.สงขลา ต.บ่อยาง อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา ซึ่งไม่ปรากฏการแสดงรายการในบัญชีทรัพย์สิน โดยข้อมูลระบุว่าคู่สมรสของอดีตรอง ผบ.ตร. เป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนและถือกรรมสิทธิ์มาตั้งแต่วันที่ 10 ก.ย. 2563 จึงต้องพิจารณาหน้าที่ในการแสดงรายการทรัพย์สินตามกฎหมายและกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า 4.กรณีขายทองคำน้ำหนัก 845 บาท มูลค่ากว่า 21 ล้านบาท ซึ่งระบุว่าเป็นทรัพย์สินของคู่สมรส โดยมีการอ้างเอกสารรับฝากเงินลงวันที่ 15 ก.ค. 2563 เป็นหลักฐานประกอบ ทั้งนี้ ป.ป.ช. พบข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อความในเอกสารรับฝากเงินดังกล่าว จึงต้องตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารและข้อเท็จจริงของธุรกรรมอย่างละเอียด และ 5.นาฬิกาหรู 47 เรือน มูลค่ากว่า 60 ล้านบาท จากการตรวจสอบ พบข้อมูลนาฬิกาจำนวนมากเก็บไว้ในห้องชุดแห่งหนึ่งในเขตปทุมวัน กรุงเทพฯ โดยมีบุคคลอื่นถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2568 ได้มีการถ่ายภาพนาฬิกา พร้อมนำเอกสารรับประกันไปประเมินราคา ก่อนจะพบข้อมูลการขายนาฬิกา 50 เรือน ในราคารับซื้อกว่า 61 ล้านบาท โดยผู้ขายขอรับชำระเป็นเงินสด ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าในจำนวนนี้มีนาฬิกา 47 เรือน มูลค่าประเมินรวมประมาณ 60 ล้านบาท ไม่ปรากฏในบัญชีทรัพย์สินที่ต้องยื่นต่อ ป.ป.ช. จึงต้องตรวจสอบทั้งกรรมสิทธิ์ การได้มา และหน้าที่ในการยื่นแสดงรายการตามกฎหมาย

แหล่งข่าวระบุอีกว่า คดีนี้มีรายละเอียดและเส้นทางการเงินที่ซับซ้อน ป.ป.ช. จึงต้องตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างรอบคอบที่สุดก่อนเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่การพิจารณาว่าการไม่แสดงรายการทรัพย์สินทั้ง 5 รายการ เข้าข่ายจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การแจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งตามกระบวนการตรวจสอบทางกฎหมาย ยังไม่ได้ถือเป็นข้อยุติว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิด โดยพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังมีสิทธิชี้แจงและนำสืบพยานหลักฐานเพื่อต่อสู้คดีตามขั้นตอนกฎหมายของ ป.ป.ช.ต่อไป

พัฒนาการของเหตุการณ์: 4 รายงาน

ความคิดเห็น