คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangร้อยเอ็ด · เปลี่ยน

ดราม่ากะเพรา 4 สายพันธุ์ แม่ค้า-ชาวบ้าน หวั่นกระทบอาชีพ จี้รัฐแจงให้ชัด

ที่มา: มติชน

ดราม่ากะเพรา 4 สายพันธุ์ แม่ค้า-ชาวบ้าน หวั่นกระทบอาชีพ จี้รัฐแจงให้ชัด

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม จากกรณีบริษัทเอกชนรายใหญ่ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ยื่นขอจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่สำหรับกะเพรา 4 สายพันธุ์ ภายใต้ชื่อ “แก้วจุรี 01 – 04” ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ผ่านกระบวนการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะเพื่อให้ได้ลักษณะที่เหมาะกับการเป็นวัตถุดิบอาหารกล่องสำเร็จรูป และสิทธิคุ้มครองครอบคลุมเฉพาะพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองเท่านั้น โดยห้ามนำเมล็ดหรือต้นพันธุ์ไปขยายพันธุ์เพื่อจำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของพันธุ์ หากฝ่าฝืนสิทธิหรือข้อตกลง มีโทษปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542

ซึ่งหลังจากเรื่องนี้ได้ถูกเผยแพร่ออกไป ได้เกิดกระแสดราม่าขึ้น เพราะมีการเข้าใจข้อมูลที่คลาดเคลื่อน จนเกิดความกังวลไปต่างๆ นานา ว่า “เป็นการจดสิทธิบัตรกะเพราทุกชนิดของบริษัทเอกชน ประชาชนจะปลูกกะเพราที่บ้านไว้ขายไม่ได้ ส่วนแม่ค้าในตลาดก็ขายใบกะเพราแข่งกับเอกชนไม่ได้ หรือทำผัดกะเพราขายไม่ได้ เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกมาชี้แจงแล้วว่า “ไม่เป็นความจริง” แต่ประเด็นร้อนแรงนี้ ยังคงเป็นที่พูดถึงกันอยู่ เพราะยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่เข้าใจข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จึงทำให้รู้กังวลว่าจะได้รับผลกระทบ

อย่างเช่น นางสมพร ดีดพิมาย อายุ 60 ปี แม่ค้าขายผักในตลาดสดพิมายเมืองใหม่ อำเภอพิมาย กล่าวว่า ตนเป็นแม่ค้าขายผักในตลาดได้ไม่นาน แต่ตนปลูกผักขายที่บ้าน แล้วส่งขายเช่นกัน ค้าขายเลี้ยงชีพด้วยผักเหล่านี้ ถ้าเอกชนจะจดสิทธิบัตรกะเพราทุกชนิดคงเป็นไปไม่ได้ เพราะจะกระทบคนปลูก-คนขายไปหมด จึงไม่เห็นด้วยถ้าเป็นการจดสิทธิบัตรกะเพราทุกชนิด แต่หากจดสิทธิบัตรแค่กะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาเท่านั้น ตนก็ไม่มีปัญหา เพราะกะเพรานำไปเป็นวัตถุดิบประกอบอาหารได้อย่างหลากหลาย จึงเป็นที่นิยม ซึ่งตอนนี้กะเพราทั่วไปจะขายประมาณกิโลกรัมละ 80-90 บาท ถ้ารับมาเป็นกำ จะรับมาในราคา 5 กำ 20 บาท แล้วนำมาแบ่งขาย ในราคากำละ 5 บาท หรือ 10 บาท ก็ขายได้เรื่อยๆ

ด้านนางสุทิน พิพัฒน์ทะเล อายุ 68 ปี ชาวบ้านส่วน ม.3 ต.ในเมือง อ.พิมาย จ.นครราชสีมา บอกว่า ไม่เห็นดีด้วย เพราะถ้านำมาปลูกแล้วไม่ให้จำหน่าย ชาวบ้านก็ไม่มีรายได้ จึงอยากจะรู้ว่า รัฐบาลทำไปเพื่ออะไร แค่นี้ประชาชนก็จะไม่ไหวอยู่แล้ว ของบริโภคก็ขึ้นราคาทุกอย่าง อยากให้รัฐบาลชี้แจงให้ชาวบ้าน ประชาชนรากหญ้า เข้าใจด้วย

ขณะที่นายสงวน สนั่นไพร อายุ 73 ปี ชาวบ้านส่วน ม.3 ต.ในเมือง อ.พิมาย อีกราย บอกว่า ตนก็ไม่เห็นด้วย เพราะรัฐบาลพูดไม่ชัดเจน ต้องพูดให้เกษตรกรหรือชาวบ้านเข้าใจ ว่า ข้อเท็จจริงคืออะไร เพราะชาวบ้านก็ปลูกกะเพราทั่วไปไว้บริโภคในครัวเรือน ซึ่งบางคนจะปลูกกะเพราขายบ้างก็เป็นเรื่องปกติ จึงอยากให้รัฐบาลออกมาชี้แจงให้ชัด ว่า การปลูกหรือการขายกะเพรา 4 สายพันธุ์ ที่เอกชนจดสิทธิบัตร ชาวบ้านหรือพ่อค้าแม่ค้าสามารถจะทำอะไรได้บ้างที่จะไม่ไปกระทบสิทธิและจะไม่ทำให้ได้รับความเดือดร้อน รวมถึง ประชาชนทั่วไปจะได้ประโยชน์อะไรกับการจดสิทธิบัตรครั้งนี้ ออกมาชี้แจงให้ชัดเจนด้วย

พัฒนาการของเหตุการณ์: 4 รายงาน

ความคิดเห็น