แบงค์ ธิติ ตอบชัดเรื่องแต่งแฟนสาว พิมฐา ยังไม่ล็อกคิววิวาห์ หลังคบกันนาน 5-6 ปี ขอเคลียร์หนี้ครอบครัวให้จบ ก่อนสร้างครอบครัวของตัวเอง
คบหาดูใจกันมานานกว่า 5-6 ปี สำหรับคู่รัก ‘แบงค์ ธิติ’ และ ‘พิมฐา’ ที่ต่างฝ่ายต่างคอยซัพพอร์ตกันทั้งเรื่องงานและธุรกิจ
ล่าสุด แบงค์ มาร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวซีรีส์ “สำรับฆาตกร (Murder In The Kitchen)” ณ Major Cineplex Sukhumvit Ekkamai ได้เปิดใจถึงธุรกิจร้านกาแฟ ที่กำลังไปได้สวย พร้อมแพลนชีวิตคู่ โดยยอมรับว่ามีพูดคุยเรื่องอนาคตกันบ้าง แต่ยังไม่มีแพลนแต่งงานที่ชัดเจน เพราะอยากสร้างรากฐานชีวิตให้มั่นคงก่อน รวมถึงอัปเดตภาระหนี้สินของครอบครัวที่ตอนนี้คลี่คลายไปได้เกินครึ่งแล้ว เผยอยากจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย เพื่อให้พ่อแม่ได้พัก และพร้อมดูแลครอบครัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่
อัพเดตธุรกิจ?
“ก็ตอนนี้ Refill Coffee ครับ มี 3 สาขาแล้ว สาขาแรกก็อยู่ที่ขอนแก่นนะครับ แล้วก็อีก 2 สาขาอยู่ที่กรุงเทพฯ มีพระราม 4 แล้วก็ทองหล่อครับผม ตอนนี้ยังไม่ได้มีแพลนที่จะขยายสาขาเพิ่มนะครับ เพราะว่าเรารู้สึกว่าประมาณ 3 สาขานี้กำลังลงตัว แล้วเราก็อยากจะแบบควบคุม quality ของกาแฟของเราให้ดีขึ้นก่อน เพราะว่าผมกับน้องสาวทำกันแค่ 2 คนครับ”
เป็น CEO ที่ลงหน้าร้านจริงด้วย?
“ใช่ ก็แบบเวลาสัมภาษณ์พนักงาน เราก็จะไปสัมภาษณ์ด้วยตัวเอง เพราะว่าเราอยากจะเจอกับพนักงานที่จะมาทำงานให้กับเรา ถามว่าอยากได้แบบไหน จริงๆ ก็มีแล้วแต่ position ของงานเลยครับ ก็มีทั้งแบบซีเนียร์บาริสต้า หรือว่าจูเนียร์ หรือว่าแบบ manager ซึ่งเราก็จะดูว่า คือหลักๆ แล้วเราอยากให้แบบพนักงานเขาแบบมีใจในการบริการ ซึ่งจะเก่งหรือไม่เก่งเนี่ย เราสามารถเทรนได้ แต่ว่าเราอยากได้คนที่แบบตั้งใจในการที่อยากจะบริการ แล้วก็มาทำงานร่วมกับเราอะไรประมาณนี้ครับ”
เพราะเป็นคนมีชื่อเสียงด้วยใช่ไหมเลยต้องดูเองทุกมิติเพราะกลัวจะพลาด?
“จริงๆ แล้วผมว่ามันน่าจะเป็นข้อหลักๆ ของผู้ประกอบการเนอะ น่าจะเป็นสิ่งที่คำนึงถึงอยู่แล้ว เพราะว่าพอเราทำธุรกิจเกี่ยวกับ Food and Beverage สิ่งที่ลูกค้าจะต้องจ่ายตังค์ไปซื้อ แล้วก็ทานเนี่ย มันต้องคุ้มค่า แล้วก็ดีต่อตัวของลูกค้าด้วยอะไรประมาณนี้ ก็เลยเป็นสิ่งที่เราค่อนข้างคอนเซิร์นมากๆ“
จริงจังกับการทำธุรกิจขนาดไหน วางตนเองเป็นนักธุรกิจท่านหนึ่งเชยไหม?
“เอาจริงๆ เราก็ชอบในการทำธุรกิจนะครับ แต่ว่าสุดท้ายแล้วอะ ผมก็ยังชอบในงานหลักของผมอยู่ ก็คือการแบบแสดงหนัง การแสดงละคร ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ ทำให้คนรู้จักเราในฐานะนักแสดงเนอะ แล้วเราก็รู้สึกว่า เออ เรายังอินกับอาชีพนี้มากๆ อยู่ครับ แล้วก็รักกับอาชีพนี้มากๆ
มาลุยธุรกิจเป็นเพราะการวางรากฐานเพื่ออนาคตหรือเปล่า แต่งงานจะได้มั่นคง?
“ก็ด้วยครับ เพราะว่าจริงๆ แล้วเราก็อายุจะเข้าเลข 3 แล้วเนอะ เราก็เลยรู้สึกว่าเราก็อยากจะทำอะไรที่นอกเหนือจากงานแสดงบ้างด้วย มันก็เป็นธุรกิจที่เราแบบมีแพชชั่น อย่างที่ผมเคยบอกว่ามันเป็นแพชชั่นในการทำงานของเรา คือกาแฟเนี่ยมันเป็นแพชชั่นที่เราชอบอยู่แล้ว แล้วเราก็รู้สึกว่าเอาแพชชั่นมาเปลี่ยนให้เป็นธุรกิจที่สามารถทำเงินให้กับเรา เราก็จะเต็มที่กับหน้าที่การงานในพาร์ทนี้ด้วยครับผม”
พาร์ทชีวิตคู่ วางยังไง?
“จริงๆ ก็มีมอง ก็มีการคุยกันครับ แต่ว่าเราแค่รู้สึกว่าแต่ละคนตอนนี้เรากำลังอยู่ในช่วงที่สร้างเนื้อสร้างตัว กำลังแบบเก็บเกี่ยว แล้วก็ทำให้รากฐานของแต่ละคนมันพร้อมที่จะมาใช้ชีวิตเป็นครอบครัวดีกว่า เพราะว่าเอาจริงๆ ตรงๆ ผมก็ยังมีภาระหน้าที่ของทางที่บ้าน ที่ครอบครัว อย่างที่ทุกคนเคยเห็นข่าวว่าแบบมีนงมีหนี้ในการทำธุรกิจของครอบครัว ผมก็เลยรู้สึกว่าผมอยากจะทำสิ่งนี้ให้มันเคลียร์ก่อน เพราะว่าถ้าเกิดเราจะไปมีครอบครัวของตัวเอง เราก็อยากจะดูแลครอบครัวเราให้เต็มที่ได้ 100%”
แล้วเรื่องหนี้ของครอบครัวเป็นยังไงบ้าง?
“ตอนนี้สามารถคลี่คลายหรือว่าเคลียร์ไปได้เยอะแล้วนะครับ ก็เกินครึ่ง เราก็รู้สึกว่าตอนนี้เราก็ไม่ได้ลำบาก แต่ว่าเราก็อยากจะทำสิ่งนี้ให้พ่อแม่เราสบายก่อน แล้วเราถึงจะพร้อมที่จะดูแลครอบครัวจริงๆ ของเราอีกทีหนึ่ง
ในเรื่องของสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบให้ครอบครัวตอนนี้ ก็ไม่ได้เยอะมากครับผม ตอนนี้เราก็พยายามที่จะช่วยกัน เพราะว่ารายได้หลักของครอบครัวผมก็มีทั้งแบบการขายเสื้อผ้า โรงแรม ร้านกาแฟ แล้วก็อาชีพในการเป็นนักแสดงของผม ก็ช่วยๆ กัน ก็ถือว่าตอนนี้ทุกคนก็จับมือกัน อยากให้พ่อกับแม่ได้พักด้วย(แสดงว่ายังรับมือได้?)ใช่ครับ ยังรับมือได้อยู่ครับ”
ความสัมพันธ์กับพิมฐาคบกันกี่ปีแล้ว?
“ประมาณ 5-6 ปี มันก็เป็นเหมือนพาร์ทเนอร์กันครับ เวลาเราทำอะไรเขาก็คอยซัพพอร์ต เวลาเขาทำธุรกิจอะไรเราก็คอยซัพพอร์ต ซึ่งผมรู้สึกว่าตอนนี้มันก็ดี เพราะว่าเราคอยแบบซัพพอร์ตซึ่งกันและกัน แล้วเวลาเราจะทำอะไรเขาก็จะคอยสนับสนุนเรา แล้วก็คอยให้กำลังใจเรา ก็สำหรับผมก็โอเคครับ
ถามว่าที่ผ่านมามีปัญหาไหม ผมว่ามันก็มีเรื่องที่เราไม่เข้าใจกันบ้าง หรือว่าเป็นเรื่องที่เราแบบไม่เหมือน เพราะว่าอย่างที่ทุกคนเห็นว่าไลฟ์สไตล์ของผมกับพิมเนี่ยค่อนข้างที่จะต่างกันมาก ผมเป็นคนที่ชอบใช้ชีวิตแบบเต็มที่ ส่วนพิมเขาก็จะเป็นอินโทรเวิร์ตที่ชอบอยู่กับแมว ไม่ออกไปไหน มันก็มีความไม่เข้าใจกันบ้าง แต่สุดท้ายแล้วเราก็รู้สึกว่าการที่เราได้คุยหรือว่าได้เคลียร์กัน มันก็ทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้น แล้วเราก็ต้องเรียนรู้กันไปเรื่อยๆ อยู่ครับ
สิ่งที่ทำให้คู่เราเดินทางมาถึง 5 ปีผมว่าน่าจะเป็นเรื่องของการคุยกันมากกว่า เพราะว่าผมเชื่อว่าทุกความสัมพันธ์มันต้องมีความไม่เข้าใจเกิดขึ้นอยู่ใน relationship อยู่แล้ว แต่ว่าสุดท้ายแล้วเราเลือกที่จะเอาปัญหานั้นมาคุยหรือว่าไม่คุย ซึ่งคู่ของผม ผมรู้สึกว่าเราเอาปัญหานั้นมาคุยกัน ก็เลยทำให้เราค่อยๆ ปรับ แล้วก็ยอมรับในความเป็นตัวตนของแต่ละคนได้ประมาณนี้ครับ”
แล้วพิมฐามองเรื่องอนาคตยังไง?
“ก็มีคุยกันนะ ตอนนี้เขาก็กำลังสร้างบ้านของเขาอยู่ แล้วเราก็รู้สึกว่า เออ เดี๋ยวในช่วงที่เรายังไม่ได้สร้างบ้านของเรา เราก็จะคอยไปช่วยแบบดูแลความเรียบร้อย ความปลอดภัย เราก็รู้สึกว่าเราก็คอยซัพพอร์ตในสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ในปัจจุบัน ก็จริงๆ แล้วพิมเขาไม่ได้เป็นคนที่แบบรีบร้อน คือเขาอยากมีแมวมากกว่าอยากมีลูกเขาเป็นคนรักแมวครับ
เรื่องแต่งงานก็ยังไม่ได้มีถึงขั้นแบบล็อกเป้า ล็อกคิวยังไม่ได้มีว่าแบบ เอ้ย เดี๋ยวอีก 2 ปีนะ เราจะแต่งนะอะไรอย่างนี้ ยังไม่ได้พูด แต่ว่ามีการวางรากฐานในส่วนตัวของแต่ละคน ว่าเรากำลังทำให้สเต็ปของตัวเองเนี่ยไปอยู่ในขั้นไหนอยู่ประมาณนี้”