โต้เอาใจอนุทิน! วิศัลย์ แจงยิบ ‘เทียนสีกรมท่า’ กำหนดธีมล่วงหน้า วอนเคารพศรัทธา 500 ปี
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีสังคมออนไลน์เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์พิธีประเพณีอุ้มพระดำน้ำ จ.เพชรบูรณ์ โดยชาวเน็ตบางกลุ่มตั้งข้อสังเกตและจับผิดประเด็น ‘เทียนมงคล’ ที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานจุดในพิธี โดยหยิบยกโทนสีน้ำเงินเข้มกรมท่าขึ้นมาเชื่อมโยงในทางการเมืองว่าฝ่ายจัดงานพยายามเอาอกเอาใจนายกรัฐมนตรี
ตลอดจนมีเพจและผู้ใช้โซเชียลมีเดียบางรายนำภาพขณะ นายอนุทิน กำลังจุดเทียนไปตัดต่อใส่ข้อความอ้างทำนองว่าข้าราชการสอพลอ เลียจนลืมประเพณี และตั้งคำถามว่า “ประเทศพุทธที่ไหนใช้เทียนสีน้ำเงินจุดบูชาพระรัตนตรัย” รวมถึงอ้างว่าเหตุใดจึงไม่ให้พระสงฆ์ห่มจีวรสีน้ำเงินไปด้วยเลย
ล่าสุด นายวิศัลย์ โฆษิตานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงถึงประเด็นดังกล่าวว่า ธีมการจัดงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำประจำปีนี้ ถูกกำหนดขึ้นล่วงหน้านานหลายเดือน ก่อนที่จะทราบว่านายกรัฐมนตรีจะเดินทางมาเป็นประธานในพิธี โดยคณะผู้จัดงานได้กำหนด “สีกรมท่า” เพื่อสื่อถึงความมั่นคง และ “สีทอง” สื่อถึงความศรัทธา ซึ่งสอดคล้องกับข้อความคติธรรมประจำปีที่ว่า “ศรัทธาสถิตมั่นคง ดำรงอยู่ในธรรมะ”
นายวิศัลย์ ระบุว่า สำหรับสิ่งของประดับตกแต่งภายในงานทั้งหมดล้วนจัดทำขึ้นตามสีธีมประจำปี คือสีกรมท่า รวมไปถึงเทียนมงคลด้วย ส่วนเทียนบูชาพระรัตนตรัยยังคงใช้สีตามแบบแผนปกติทั่วไป ไม่ได้เป็นสีน้ำเงินตามที่เข้าใจผิดกัน ทั้งนี้ ในแต่ละปีที่ผ่านมา เทียนมงคลจะเปลี่ยนสีไปตามธีมงานอย่างต่อเนื่อง เช่น ปีที่แล้วใช้สีชมพู ปีก่อนหน้าใช้สีเหลือง และสีเขียว ยืนยันชัดเจนว่าคณะผู้จัดงานไม่ได้กำหนดสีขึ้นมาเพื่อเอาใจใครเป็นพิเศษทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตจากชาวเพชรบูรณ์ต่อกระแสดราม่าดังกล่าวว่า ปมวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นจากการ “จับแพะชนแกะ” และสับสนประเภทของเทียน โดยนำภาพ “เทียนมงคลประจำงาน” ที่เปลี่ยนสีตามธีมคติธรรมในแต่ละปี ไปบิดเบือนหรือเหมาเข่งว่าเป็น “เทียนบูชาพระรัตนตรัย” แล้วนำไปผูกโยงโจมตีด้วยอคติทางการเมือง ทั้งที่เทียนบูชาพระรัตนตรัยในพิธียังคงเป็นสีตามแบบแผนโบราณปกติ
ขณะเดียวกันชาวเพชรบูรณ์จำนวนมากต่างแสดงความไม่สบายใจต่อกระแสวิจารณ์ในโลกออนไลน์ เนื่องจากประเพณีอุ้มพระดำน้ำ และองค์ “พระพุทธมหาธรรมราชา” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและความเชื่อความศรัทธาที่ชาวเพชรบูรณ์ร่วมกันสืบทอดมายาวนานเกือบ 500 ปี
ชาวเพชรบูรณ์จึงพร้อมใจกันส่งเสียงสะท้อนไปยังกลุ่มชาวเน็ต ขอให้มองอย่างมีสติและแยกแยะ เคารพในอัตลักษณ์และจิตวิญญาณแห่งพิธีกรรมโบราณของท้องถิ่น อย่าฉวยโอกาสดึงเรื่องการเมืองเข้ามาด้อยค่าหรือบิดเบือนคุณค่าทางวัฒนธรรม พร้อมเปิดกว้างเชิญชวนผู้ที่ตั้งคำถาม ให้เดินทางมาร่วมสัมผัสพลังแห่งความเชื่อและความศรัทธาที่แท้จริงด้วยตนเอง ในวันสารทไทยปีหน้า