ออยศรี แฉเงินบริจาคมูลนิธิเป็นหนึ่ง อ้างโอนเข้าบัญชีครอบครัวกว่า 100 ครั้ง
ออยศรี เปิดหลักฐานเส้นทางเงินบริจาคมูลนิธิเป็นหนึ่ง พบรายการโอนเข้าบัญชีครอบครัวต้นอ้อและคนใกล้ชิดรวมเกือบ 1 ล้านบาท พร้อมตั้งข้อสงสัยรายงานประชุม 2 ฉบับ ด้านต้นอ้อยืนยันทุกธุรกรรมมีเอกสารรองรับ
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เวลา 10.30 น. ที่สำนักงานบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย ออยศรีและผองเผือก จำกัด ย่านแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ออยศรี พร้อมด้วย นายภูวกร ศรีเนียน หรือ เจตน์ ตัวแทนผู้เสียหายจากภาคี HETA ร่วมกันแถลงข่าวเกี่ยวกับข้อร้องเรียนการดำเนินงานของมูลนิธิเป็นหนึ่ง หลังติดตามและรวบรวมพยานหลักฐานจากผู้เกี่ยวข้องมานานกว่าหนึ่งปี
ออยศรีเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบรายการเดินบัญชีธนาคารกสิกรไทยของมูลนิธิเป็นหนึ่ง พบยอดเงินหมุนเวียนมากกว่า 1 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 2 ล้านบาท โดยประเด็นที่ต้องการให้ตรวจสอบเป็นพิเศษคือ เส้นทางเงินบริจาคที่ถูกโอนออกจากบัญชีมูลนิธิไปยังบัญชีส่วนตัวของสมาชิกครอบครัวประธานมูลนิธิ
จากข้อมูลที่นำมาเปิดเผย พบรายการโอนเงินประมาณ 100 ครั้ง รวมมูลค่าเกือบ 1 ล้านบาท โดยบัญชีปลายทางมีทั้งของลูกชายต้นอ้อ ซึ่งดำรงตำแหน่งรองประธานมูลนิธิ ลูกสะใภ้ที่ทำหน้าที่เหรัญญิก สามีของต้นอ้อ รวมถึงบุคคลใกล้ชิดคนอื่น ๆ
นายภูวกรตั้งข้อสังเกตว่า เงินที่โอนเข้าบัญชีส่วนตัวมีมูลค่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดเงินที่ตรวจสอบ โดยเฉพาะรายการโอนเข้าบัญชีลูกชายและสามีของต้นอ้อ จึงต้องการทราบว่าเงินบริจาคถูกนำไปใช้ในกิจกรรมใดของมูลนิธิ และมีหลักฐานค่าใช้จ่ายรองรับครบถ้วนหรือไม่
นอกจากนี้ ยังพบรายการโอนเงินจากบัญชีมูลนิธิเข้าบัญชีส่วนตัวของต้นอ้อ ครั้งละประมาณ 15,000 บาท โดยมีการระบุว่าเป็นค่าเติมน้ำมัน ซึ่งออยศรีตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงต้องโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัว ทั้งที่สามารถใช้บัญชีมูลนิธิจ่ายค่าใช้จ่ายได้โดยตรง
นายภูวกรกล่าวว่า พบรายการโอนเงินจำนวนใกล้เคียงกันหลายครั้งในช่วงต้นปี 2569 โดยเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม และเมษายน จึงต้องการให้ตรวจสอบว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการทำงานของมูลนิธิจริงหรือไม่
หากฝ่ายต้นอ้อชี้แจงว่าจำเป็นต้องโอนเงินให้สมาชิกครอบครัวเพื่อนำไปใช้ช่วยเหลือประชาชน ก็ควรเปิดเผยเอกสารที่แสดงรายละเอียดการใช้จ่าย เพื่อให้ผู้บริจาคสามารถตรวจสอบได้ว่าเงินถูกนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์
ออยศรี ยืนยันว่า การเปิดเผยรายการเดินบัญชีครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าการโอนเงินทุกครั้งเป็นการกระทำผิดกฎหมาย แต่ต้องการให้มูลนิธิเป็นหนึ่งชี้แจงที่มาที่ไปของเงินบริจาค เนื่องจากเป็นเงินที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 ต้นอ้อ ชลิดา พร้อมด้วย นายพนา เลิศเชิดชูพงศ์ ทนายความประจำมูลนิธิเป็นหนึ่ง จัดแถลงข่าวชี้แจงข้อสงสัยเกี่ยวกับการบริหารเงินบริจาคและการแต่งตั้งสมาชิกครอบครัวเป็นกรรมการมูลนิธิ
ต้นอ้อระบุว่า มูลนิธิเป็นหนึ่งมีเงินหมุนเวียนรวมประมาณ 1 ล้านบาท และไม่ได้เปิดรับเงินบริจาคจากประชาชนตลอดเวลา หากเป็นกรณีช่วยเหลือทั่วไปจะใช้เงินส่วนตัวหรือเงินสนับสนุนจากคนใกล้ชิด ส่วนกิจกรรมช่วยเหลือขนาดใหญ่จึงเปิดรับบริจาคเพิ่มเติม
สำหรับการแต่งตั้งสมาชิกครอบครัวเป็นกรรมการ ต้นอ้ออธิบายว่า เคยเชิญบุคคลภายนอกให้เข้ามาร่วมบริหารมูลนิธิ แต่ได้รับการปฏิเสธ เนื่องจากตำแหน่งกรรมการมีภาระความรับผิดชอบสูง จึงจำเป็นต้องขอให้คนในครอบครัวเข้ามาช่วยทำงาน โดยยืนยันว่าไม่มีการจ่ายเงินเดือน มีเพียงเบี้ยประชุมจำนวนเล็กน้อย
นายพนาชี้แจงเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมูลนิธิมีกรรมการ 4 คน ได้แก่ ต้นอ้อเป็นประธาน ลูกชายเป็นรองประธาน ลูกสะใภ้เป็นเหรัญญิก และญาติอีกคนเป็นเลขานุการ โดยการโอนเงินเข้าบัญชีกรรมการเกิดขึ้นตามมติคณะกรรมการ เพื่อนำไปใช้ดำเนินกิจกรรมช่วยเหลือประชาชน
ทนายความระบุว่า มูลนิธิมีทุนจัดตั้งจำนวน 200,000 บาท ซึ่งแยกเก็บไว้และยังไม่ได้ใช้ ส่วนบัญชีรับเงินบริจาคที่มีเงินประมาณ 400,000 บาท เป็นบัญชีสำหรับเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เช่น ค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน ค่าอาหาร ค่าที่พัก และการจัดซื้อสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัย
สำหรับตัวอย่างค่าใช้จ่ายที่มีการเบิกจ่ายจากบัญชีรับเงินบริจาค ทนายความยกกรณีการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดแพร่ จำนวน 36,000 บาท จังหวัดเชียงราย จำนวน 84,105.25 บาท และจังหวัดหนองคาย จำนวน 41,377 บาท โดยยืนยันว่ามีเอกสารและใบเสร็จรองรับการใช้เงิน
นอกจากนี้ ยังชี้แจงว่าข้อบังคับมูลนิธิอนุญาตให้ประธานอนุมัติเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินได้ไม่เกิน 100,000 บาท และเหรัญญิกสามารถถือเงินสดย่อยได้ไม่เกิน 30,000 บาท เพื่อใช้ในภารกิจเร่งด่วน แต่ต้องนำเอกสารกลับมาชี้แจงต่อคณะกรรมการ
ต้นอ้อและทนายความยืนยันว่า เงินบริจาคทุกบาทที่นำไปใช้มีหลักฐานทางบัญชีและเอกสารประกอบ สามารถตรวจสอบได้ พร้อมย้ำว่าไม่เคยนำเงินมูลนิธิไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายต้นอ้อยังตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการนำรายการเดินบัญชีธนาคารของมูลนิธิออกมาเผยแพร่ โดยระบุว่าเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการพิจารณาคดีในศาล และอยู่ระหว่างให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาว่าการเผยแพร่เอกสารเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาลหรือไม่
นอกจากข้อสงสัยเรื่องเงินบริจาคแล้ว นายภูวกรยังเปิดเผยเอกสารรายงานการประชุม 2 ฉบับ ที่อาจมีปัญหาเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูล โดยทั้งสองฉบับมีชื่อ นางสาววิไลลักษณ์ หรือ ซ้อลักษณ์ ซึ่งเคยร้องเรียนว่าถูกนำลายเซ็นไปใช้ประกอบการจัดตั้งมูลนิธิโดยไม่ได้รับอนุญาต
เอกสารฉบับแรกเป็นรายงานการประชุมของกลุ่มเป็นหนึ่งก่อนจดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิ โดยระบุว่ามีผู้เข้าร่วมประชุม 9 คน เพื่อหารือเรื่องการจัดตั้งองค์กร และมีชื่อซ้อลักษณ์ปรากฏเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมประชุม
ส่วนเอกสารฉบับที่สองเป็น รายงานการประชุมวันที่ 6 พฤษภาคม 2567 ซึ่งถูกนำไปใช้ประกอบการยื่นเปิดบัญชีธนาคารกสิกรไทยในนามมูลนิธิเป็นหนึ่ง โดยมีชื่อซ้อลักษณ์ปรากฏอยู่ในรายงานการประชุมอีกครั้ง
นายภูวกรตั้งข้อสงสัยว่า ซ้อลักษณ์ได้เข้าร่วมประชุมทั้งสองครั้งจริงหรือไม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้เธอเคยร้องเรียนว่าถูกนำลายเซ็นไปใช้ในเอกสารจัดตั้งมูลนิธิโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงต้องตรวจสอบว่าเอกสารรายงานการประชุมถูกจัดทำขึ้นอย่างถูกต้องหรือไม่
ประเด็นเอกสารรายงานการประชุมมีการแจ้งความเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 โดยพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำผู้เกี่ยวข้องแล้ว และอยู่ระหว่างประสานขอเอกสารจากหน่วยงานราชการเพื่อประกอบสำนวนคดี
นายภูวกรเปิดเผยว่า จากการประสานงานกับฝ่ายปกครอง พบว่าไม่ปรากฏรายงานการประชุมบางฉบับอยู่ในเอกสารที่ยื่นต่ออำเภอ และมีหนังสือยืนยันข้อมูลเพื่อนำไปประกอบสำนวนสอบสวนแล้ว โดยซ้อลักษณ์มีกำหนดเข้าให้ปากคำเพิ่มเติมในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2569
สำหรับข้อพิพาทเรื่องการปลอมลายเซ็น ย้อนกลับไปในปี 2567 เมื่อซ้อลักษณ์ร้องเรียนว่าต้นอ้อนำลายเซ็นของเธอไปใช้ประกอบการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิเป็นหนึ่งโดยไม่ได้รับอนุญาต
ช่วงแรกต้นอ้อปฏิเสธข้อกล่าวหามาโดยตลอด ก่อนที่วันที่ 24 ตุลาคม 2568 ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีในขณะนั้นจะมอบอำนาจให้นิติกรเข้าแจ้งความดำเนินคดี เนื่องจากมีการนำเอกสารที่ถูกกล่าวหาว่าปลอมไปใช้ประกอบการจดทะเบียนมูลนิธิ
ต่อมาวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยาน ต้นอ้อให้การรับสารภาพต่อศาลในคดีปลอมลายเซ็นและใช้เอกสารปลอมเพื่อจัดตั้งมูลนิธิ โดยศาลแขวงนนทบุรีมีคำพิพากษาตามคำรับสารภาพ พร้อมมีคำสั่งรอการกำหนดโทษเป็นเวลา 1 ปี
ภายหลังทั้งฝ่ายอัยการและต้นอ้อไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ ส่งผลให้คดีปลอมลายเซ็นและใช้เอกสารปลอมถึงที่สุดแล้ว
ผลคำพิพากษาทำให้ผู้ที่เคยสนับสนุนเงินจัดตั้งมูลนิธิตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความถูกต้องของกระบวนการจดทะเบียน โดยนายภูวกรเปิดเผยว่า มีผู้สนับสนุนเงินจำนวน 100,000 บาท เพื่อใช้เป็นทุนเริ่มต้นจัดตั้งมูลนิธิ แต่เมื่อทราบเรื่องการปลอมลายเซ็น จึงมอบอำนาจให้ตัวแทนเข้าแจ้งความต้นอ้อในข้อหาฉ้อโกง
นอกจากนี้ ยังมีกรณีของ ทนายเก่ง วิษรุต มณีรัตน์ ซึ่งเคยบริจาคเงินจำนวน 50,000 บาท ให้มูลนิธิเป็นหนึ่งในช่วงเกิดเหตุแผ่นดินไหวและอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ถล่ม ก่อนทราบเรื่องคดีปลอมลายเซ็นและมอบอำนาจให้ตัวแทนเข้าแจ้งความเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2569 เพื่อขอให้ตรวจสอบการดำเนินงานของมูลนิธิ
สำหรับคดีความอื่นที่เกี่ยวข้องกับต้นอ้อ ออยศรีได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กสรุปผลคดีที่มีคำพิพากษาแล้ว โดยระบุถึงคดีหมิ่นประมาท คดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และคดีปลอมลายเซ็นจัดตั้งมูลนิธิ
คดีหมิ่นประมาทออยศรี มีที่มาจากข้อความในกลุ่มสนทนาที่ออยศรีเห็นว่าทำให้ตนเองเสื่อมเสียชื่อเสียง โดยต้นอ้อให้การรับสารภาพในชั้นศาล ก่อนศาลพิพากษาลดโทษเหลือจำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท และให้รอการลงโทษจำคุก โดยไม่มีการอุทธรณ์ ทำให้คดีถึงที่สุด
ส่วน คดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มีรายงานว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาเมื่อเดือนเมษายน 2569 ให้ต้นอ้อมีความผิด โดยกำหนดโทษจำคุก 24 เดือน แต่ให้รอการลงโทษจำคุก
อีกคดีหนึ่งเป็นข้อกล่าวหาเรื่องแจ้งความเท็จที่เกี่ยวข้องกับทนายธรรมราช โดยศาลแขวงดอนเมืองมีคำพิพากษาจำคุก 6 เดือน และให้รอการลงโทษ แต่คดียังอยู่ระหว่างขั้นตอนทางกฎหมาย จึงยังไม่ถือว่ามีคำพิพากษาถึงที่สุด
ขณะที่ข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนและการขายวุฒิการศึกษายังอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม โดยนายภูวกรระบุว่า คดีขายวุฒิอยู่ในชั้นอัยการ ซึ่งมีคำสั่งให้สอบสวนบุคคลที่อาจเกี่ยวข้องเพิ่มเติม ก่อนพิจารณาว่าจะมีคำสั่งฟ้องหรือไม่
นายภูวกรยังเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีเร่งตรวจสอบสถานะการจดทะเบียนมูลนิธิเป็นหนึ่ง และพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลิกมูลนิธิ หลังคดีปลอมเอกสารมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว
นอกจากนี้ ยังขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแนวทางการเปิดรับเงินบริจาคของมูลนิธิเป็นหนึ่ง โดยเฉพาะการกำหนดระยะเวลารับบริจาคในแต่ละโครงการ การแจ้งยอดเงินที่ได้รับ และการเปิดเผยรายละเอียดค่าใช้จ่ายหลังสิ้นสุดกิจกรรม เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามการใช้เงินได้อย่างชัดเจน
สำหรับข้อสงสัยเรื่องเส้นทางเงินบริจาคมูลนิธิเป็นหนึ่ง และรายการโอนเงินเข้าบัญชีสมาชิกครอบครัวประมาณ 100 ครั้ง ยังไม่มีผลการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐที่ยืนยันว่ามีการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือกระทำความผิดทางอาญา ขณะที่ต้นอ้อและฝ่ายกฎหมายยืนยันว่าการโอนเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของมูลนิธิและมีหลักฐานรองรับ โดยต้องรอผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
- ผู้ว่านนทบุรี แจ้งความ “ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง” ปมปลอมลายเซ็น ตั้งมูลนิธิ
- รู้จัก “ซ้อลักษณ์” อดีตผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิเป็นหนึ่ง เปิดหน้าแฉ “ต้นอ้อ”
- “ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง” โพสต์แจง หลังถูกกล่าวหาฉ้อโกงหลอกซื้อวุฒิฯ และตำแหน่งสภา